อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ จากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมากที่สุด


รอบไม่กี่ปีผ่านมานี้มีการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างรวดเร็วมากเป็นประวัติศาสตร์ ภาพธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายไปต่อหน้าต่อตา เป็นเหมือนหลักฐานยืนยันว่าโลกของเรากำลังร้อนขึ้น สัญญาณหายนะที่ใกล้จะมาถึงของโลก อาจนำมาสู่ระดับทะเลที่สูงขึ้น น่าแปลกที่มีการประเมินว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนของไทยเรา จะได้รับผลกระทบจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมากที่สุด แม้จะตั้งอยู่ห่างขั้วโลกเหนือ 11,000 กิโลเมตร และห่างจะขั้วโลกใต้ 9,000 กิโลเมตรด้วยกัน
Accelerating arctic melting has revealed uncharted islands in Greenland and threatened to raise sea levels all over the world. If all the ice in Greenland melts, it would raise sea levels by 7m. Antarctica has enough water to raise sea levels by 65m.
สิ่งที่ทำให้อาเซียนเราเป็นจุดเสี่ยง คือเป็นภูมิภาคที่มีประชาการราว 650 ล้านคน ซึ่ง 450 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำทะเล และปัญหาเกี่ยวกับแผ่นธรณีที่สามารถทำให้ที่ดินจมลงสู่ใต้น้ำได้จากแผ่นดินไหว the Centre for Climate Research Singapore ยังคาดการไว้ว่าหากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จะส่งผลไปถึงพายุที่รุนแรง และระดับคลื่นสูงขึ้นเกือบเท่าตัวอีกด้วย

ปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยเมื่อร้อยกว่าปีก่อนประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งดูจะไม่สูงอะไร แต่คิดดูว่าถ้าอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 5 องศาก็เพียงพอที่จะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกทั้งหมดละลาย ดังนั้นถ้าปล่อยให้เกิดการปล่อยคาร์บอนสร้างภาวะโลกร้อน อาเซียนหลายพื้นที่จะมีความเสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำทะเลได้

เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ อนุมัติงบ 10 ดอลล่าสิงคโปร์ เพื่อตั้ง  National Sea Level Programme โครงการที่ รวบรวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการศึกษาทำความเข้าใจต่อผลกระทบที่จะเกิดจากระดับน้ำที่สูงขึ้น เพราะ 30% ของประเทศสิงคโปร์ เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 5 เมตร หากระดับน้ำพุ่งสูงขึ้น จะยังมีปัญหาเรื่องเขตแดนตามมาอีกด้วย โดยสิงคโปร์ได้เริ่มสร้างสาธารณูปโภคให้สูงขึ้นจากระดับน้ำทะเล อย่างสร้างเทอร์มินอลที่ 5 ของสนามบิน Changi ให้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 5.5 เมตร และสร้างท่าเรือ Tuas ให้สูงขึ้นจากระดับน้ำทะเล นอกจากนั้นยังลงทุนมากกว่าพันล้านดอลล่าสิงคโปร์ไปในการทำระบบระบายน้ำใหม่

ในอินโดนีเซีย ประเทศที่เต็มไปด้วยเกาะมากมาย เมื่อไม่นานมานี้ได้ประกาศแผนย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา ไปยังจังหวัดกาลิมันตันหรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือเกาะบอร์เนียว นอกจากเหตุผลเรื่องวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ยังมาจากการเตรียมรับมือจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากโลกร้อน ซึ่งอาจจะทำให้เมืองจาการ์ตาจมลงสู่ทะเลได้ เนื่องจากจาการ์ตาเป็นหนึ่งในเมืองที่มีอัตราจมเร็วที่สุดในโลก พื้นที่ 2 ใน 5 ของจาการ์ตาอยู่ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเล พื้นที่ทางตอนเหนือของจาการ์ตาทรุดตัวลง 2.5 เมตรในช่วง 10 ปี และจะทรุดลงเรื่อยๆ เฉลี่ย 1-15 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งมาจากการขุดน้ำบาดาลเพื่อใช้อุปโภคและบริโภค พื้นที่เมื่องหลวงใหม่ก็ยังมีความเสี่งภัยธรรมชาติที่จะตามน้อยกว่าทั้ง

ส่วนประเทศไทยเราเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่เมืองชายฝั่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมจมไปในมหาสมุทร แม้จะดูเป็นส่วนเล็กๆ แต่เมืองชายฝั่งนั้นมีความหนาแน่นของประชากรสูงเป็นพิเศษ อย่างในกรุงเทพก็ถือว่าเป็นอีกเมืองที่คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะจมไปกับน้ำทะเล หรือเราจะย้ายเมืองหลวงกันดีมั้ย?

อ้างอิง
https://www.todayonline.com/commentary/rising-challenge-surging-seas-south-east-asia

https://www.eco-business.com/news/southeast-asia-will-be-hardest-hit-by-melting-ice-governments-urged-to-speed-up-change/


อ่านเรื่องเก่าใน Z-World