In opinion: แรงงานอพยพ สิ่งที่ตามหลังวิกฤตภัยแล้ง



อย่างที่ทราบกันดีตามสื่อต่างๆ ว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยแล้งครั้งใหญ่ ซึ่งสาเหตุมาจากสองเรื่องใหญ่ๆคือ การที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทิ้งระยะห่างเกินไป ทำให้ปัจจุบันปริมาณน้ำตามเขื่อนหรือพื้นที่ทำการเกษตรนั้นมีไม่พอ และปัจจัยเสริมอีกอย่างคือการที่แม่น้ำโขงแห้งขอด จากผลกระทบของเขือนกั้นน้ำโขงในจีนและลาว ที่ไม่ได้ส่งผลต่อคนริมแม่น้ำเท่านั้น มันยังส่งผลไปถึงแม่น้ำสาขาต่างที่เป็นแหล่งการเกษตรอีกด้วย เรียกว่าซวยซ้ำๆสำหรับเกษตรกร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ drought thailand
ที่มาภาพ:www.phnompenhpost.com
ผู้เขียนติดตามสถานการณ์มาสักพักใหญ่ คิดไม่ออกว่าเขียนอะไรกับเรื่องนี้ดี เพราะมีสื่อให้พื้นที่กับเรื่องนี้มากอยู่แล้ว พอได้เห็น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ  “GISTDA” โพสต์ทางเฟสบุ๊ค เป็นภาพพื้นที่การปลูกข้าวในปีปัจจุบัน จากภาพถ่ายทางดาวเทียม หลังจากเกิดภัยแล้ง พบว่าพื้นที่การปลูกข้าวลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือกับอีสาน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จาก 23 ล้านไร่ลดลงมาเป็น 11 ล้านไร่ จากทั้งประเทศ
สถานการณ์แบบนี้ทำให้นึกถึง กรณีของซีเรียที่เกิดภัยแล้งรุนแรงติดต่อกัน ทำให้เกิดการย้ายถิ่นจำนวนมาก จนถูกมองเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งในซีเรีย ขยายลามมาจนถึงปัจจุบัน อย่างที่เคยเขียนในบทความชื่อ โลกร้อนกับวิกฤตความขัดแย้งและผู้ลี้ภัย
ช่วงก่อนสงครมกลางเมือง ซีเรียต้องเจอเผชิญปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องหลายปี คลื่นความร้อน ฤดูแล้งที่ยาวนาน จากภาวะ Climate change ทำให้ฝนไม่ตกต้องฤดูกาลที่ควรจะเป็น จนผลผลิตทางการเกษตลดต่ำลงมากทั้ง ข้าวสี ฝ้าย และบาร์เลย์  ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของคนซีเรีย จากเคยเป็นผู้ส่งออกอาหาร กลับต้องขาดแคลน  ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์บางอย่าง คนทีทำงานภาคการเกษตรในชนบทต้องย้ายเข้าไปเป็นแรงงานที่เมืองใหญ่ (จากเคยเป็นพื้นที่ซึ่งมีอัตราการย้ายถิ่นต่ำ กลายเป็นมีว่ามีการอพยพย้ายสู่เมืองใหญ่จำนวนมาก) ตามมาด้วยปัญหาการว่างงาน ทำให้เกิดการขยายตัวของคนจน คนชายขอบ หลายคนมองว่าสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง บนความไม่พอใจต่อรรัฐบาลที่มีมาอย่างยาวนานอยู่แล้ว ซ้ำยังไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองยื้อเยื้อจนถึงปัจจุบัน
สถานการณ์นั้นคล้ายกับของไทย เคยมีงานวิจัยที่จัดทำโดย นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ สำนักพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ชี้ว่าการเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างฉับพับ เช่นคลื่นความร้อน (Heat wave) ในไทยไม่ได้เกิดจาก วัฏจักรของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากน้ำมือมนุษย์เรา เหมือนกับที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียช่วงต้นปี และในยุโรปช่วงมิถุนายน ทั้งยังมีการเตือนว่าในอนาคตอาจเกิดถี่และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สำรวจผู้คนที่แสดงความจำนงขอลี้ภัยมายังสหภาพยุโรป พบว่ามีมากกว่า 350,000 คำขอต่อปี จาก 103 ประเทศทั่วโลก นำมาจำแนกตามประวัติสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ เพื่อหาความแปรปรวนของสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ในช่วงตั้งแต่ 2000-2014 สิ่งที่งานศึกษาชิ้นนี้ค้นพบ คือยิ่งประเทศใดอุณหภูมิในพื้นที่เกษตรกรรมแปรปรวนออกจากค่าที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก จะมีจำนวนผู้ส่งคำขอลี้ภัยมากขึ้นตามมาด้วย และเมื่อคาดการณ์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 จะมีอัตราการขอลี้ภัยเพิ่มขึ้นถึง 200% เคยมีงานศึกษาที่ทำในไทยชี้ว่าการเปลี่ยนภูมิอากาศ อย่างภาวะโลกร้อนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นแรงงานไทยในภาคการเกษตร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบการเมือง-สังคม ในหลายพื้นที่ทั่วโลกมาตลอดประวัติศาสตร์โลก แม้สถานการณ์แล้งของไทยอาจจะไปคล้ายเหตุการณ์ในซีเรีย แต่ด้วยรูปแบบเศรษฐกิจแลสังคมที่ต่างออกไป ไทยอาจไม่ได้จบลงด้วยสงครามกลางเมืองเหมือนในซีเรีย

หากสังเกตเรื่องภัยแล้งกัน จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ การย้ายถิ่นจากปัญหาสภาพอากาศเป็นปัญหาที่ทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น ในไทยซึ่งมีอัตราการย้ายถิ่นจากชนบทไปสู่เมืองใหญ่มีสูงอยู่แล้ว  โดยเฉพาะในอีสานกับเหนือ การย้ายถิ่นจำนวนมากนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนในชนบทและเมืองใหญ่มหาศาลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน หากภัยแล้งครั้ง จะส่งผลให้มีการย้ายถิ่นไปทำงานในเมืองใหญ่มากขึ้นไปอีก ประเทศไทยเราจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนในอนาคต



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World