‘Climate apartheid’ ในโลกที่ร้อนขึ้น สิทธิมนุษยชนอาจไม่ทำงาน


ใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์แนวซอมบี้ จะได้เห็นสถานการณ์ที่เมื่อเกิดวิกฤตฝูงผีดิบซอมบี้บุกโลก ทุกคนต่างหนีเขาตัวรอด ภาพยนต์มักจะแทรกฉากที่คนรวย หรือผู้มีอิทธิพลจะได้รับสิทธิพิเศษ เหนือฝูงคนปกติเสมอๆ และมันสะท้านเรื่องราวจริงๆ บนโลกใบนี้

ในเมื่อทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญภัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่จะทำให้อากาศร้อนระอุ อาหารเริ่มขาดแคลน จึงเป็นไปได้ว่าโลกเราจะมีการ การกีดกันจากสภาพอากาศ “climate apartheid”  ที่คนร่ำรวยไม่กี่คนหนีรอดไปได้ด้วยเงินที่เขามี ปล่อยให้ที่เหลือต้องทนทุกข์

Philip Alston ผู้เสนอรายงานพิเศษ (rapporteur)ขององค์กรสหประชาชาติ กว่าถึงภาวะโลกร้อน ว่ามันไม่ได้เพียงแค่สร้างความเสียหาย ให้กับปัจจัยพื้นฐานอย่างน้ำสะอาด อาหาร และที่อยู่อาศัยของผู้คนนับล้าน แต่มันอาจนำมาสู่การสูญเสียต่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนไปจนถึงหลักนิติรัฐด้วย

โดย Alston บอกว่าจากที่ได้พูดคุยกับเอ็นจีโอและกลุ่มธรุกิจในหลายประเทศ สามารถเห็นถึงความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดภัยคุกคามที่เร่งด่วน รัฐมักจะยืนมือไปช่วยคนรวยมากกว่า  “สิทธิมนุษยชนอยู่ไม่ได้ในช่วงกลียุค”  Alston  กล่าว

ในปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 1995 จนมาถึงปี 2015 กว่า 6 แสนคนเสียชีวิต ราว 4.1 ล้านคน ได้รับบาดเจ็บหรือต้องศูนย์เสียที่อยู่อาศัยจากภัยน้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน จากสภาพภูมิอากาศที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว หรือปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ

งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สำรวจการผู้คนที่แสดงความจำนงขอลี้ภัยมายังสหภาพยุโรป พบว่ามีมากกว่า 350,000 คำขอต่อปี จาก 103 ประเทศทั่วโลก นำมาจำแนกตามประวัติสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ เพื่อหาความแปรปรวนของสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ในช่วงตั้งแต่ 2000-2014 สิ่งที่งานศึกษาชิ้นนี้ค้นพบ คือยิ่งประเทศใดอุณหภูมิในพื้นที่เกษตรกรรมแปรปรวนออกจากค่าที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก จะมีจำนวนผู้ส่งคำขอลี้ภัยมากขึ้นตามมาด้วย และเมื่อคาดการณ์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 จะมีอัตราการขอลี้ภัยเพิ่มขึ้นถึง 200%

“การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะนำเราไปสู่วิกฤตผู้ลี้ภัยที่รุนแรง ยิ่งคนในพื้นที่ยากจน ที่มีควาสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ต่ำ จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบที่สุด และส่วนหนึ่งได้รับความทนทุกข์กับผลกระทบของมันแล้ว” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) เคยกล่าวไว้ในปี  2016

ในขณะที่ประเทศยากจนเป็นสาเหตุของภัยโลกร้อนไม่ถึง 10% แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับผมกระทบจากมันมากกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ปล่อยสารพิษหลายสิบเท่าตัส เรามักได้เห็นข่าวที่มหาเศรษฐีเริ่มไปจับจองซื้อพื้นที่ห่างไกล ที่คาดกันว่าจะสามารถหลีกหนีภัยพิบัติได้ อย่างในนิวซีแลนด์หรือหมู่เกาะห่างไกล และมีแนวโมวที่จะมีข่าวแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ในรายงานของ Alston ที่เขียนส่งถึงสหประชาชาตินั้นบอกว่า จากสถานการ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่ นำมาสู่ภาวะอลหม่านที่ระบบการเมืองไม่ทำงาน การเพิ่มขึ้นของความไม่เท่าเทียม การถูกกีดกัน ชาตินิยมไปจนถึงการหวาดกลัวผู้ลี้ภัย “ในปี 2012 เมื่อพายุเฮอริเคน แซนดี้พัดเข้าถล่มเมืองนิวยอร์ก คนรายได้น้อยและคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าและสาธารณสุขได้ แต่สำนักงานใหญ่ของ Goldman Sachs (บริษัทหลักทรัพย์ หรือวาณิชธนกิจอันดับยักษ์ของโลก) กลับถูกป้องกันจากถุงทรายนับหมื่น พร้อมไฟฟ้า” Alston ให้สัมภาษณ์ ยกตัวอย่างความเลื่อมล่ำที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต

ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีการทำนายเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว อย่าง Harald Welzer ศาสตราจารย์ผู้เขียนหนังสือ “Climate Wars: Why People Will Be Killed in the 21st Century” (สงครามภูมิอากาศ: เหตุผลที่ผู้คนจะถูกฆ่าในศตวรรษ 21) ที่ทำนายว่าโลกในอนาคตปัญหาเรื่องสภาพอากาศจะเป็นเชื้อเพิลงหลัก ในความขัดแย้งทั่วโลก เนื่องจากทรัพยากรที่ลดลงส่งผลต่อการอยู่รอดของมนุษย์ หลักการอย่างประชาธิปไตย หรือเรื่องสิทธิที่เราเชื่อถือจะกลายเป็นข้ออ้างเท่านั้น

อ่านเรื่องเก่าใน Z-World