ภัยพิบัติไซเบอร์: 'รูปจากมือถือ' และ 'โลกไซเบอร์' กำลังทำอะไรกับความทรงจำบ้าง


มีการกล่าวไว้ว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี จนวันหนึ่งมันย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา คงจะจริงอย่างที่ว่ามา หากมองย้อนดูประวัติศาสตร์ของ โฮมอ เซเปียนส์ เผ่าพันธุ์ของพวกเราเปลี่ยนแปลงไปตามนวัตกรรมที่เรารังสสรรค์ขึ้นมาตลอดเวลา เราเป็นใหญ่ในป่าเมื่อเราคิดค้นการจุดไฟ การเริ่มรู้จักเกษตรกรรมทำให้เราไม่ต้องเร่รอนล่าสัตว์เลี้ยงชีพ เปลี่ยนมาใช่ชีวิตดูแลท้องนาท้องไร่ จนสร้างอนาจักรขยายเขตแดน ความไร้เทียมทานของเผ่าพันธุ์มาพร้อมการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

ในโลกดิจิตอลไร้สายนี้ละ แน่นอนเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายของยุคสมัยปัจจุบัน มันสะดวกสบาย รวดเร็ว และง่ายดาย แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแค่วิธีการใช้ชีวิตของเรา แต่มันยังเปลี่ยนไปถึงความทรงจำข้างในของเรา คุณจำเบอร์โทรศัพท์เพื่อนได้กี่คน? เราจำทริปท่องเที่ยวได้จากอะไร ความทรงจำในสมอง หรือภาพในอินสตราแกรม?
ภาพในมือถือและความทรงจำที่เปลี่ยนไป

เวลาเรานึกถึงภาพอะไรขึ้นมาในหัว เราจะคิดถึงหน่วยความทรงจำเล็กๆมากมายเพื่อประกอบเป็นภาพความทรงจำ ไม่ใช่ก้อนความทรงจำใหญ่ๆ แต่เมื่อเราสามารถยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพและแบ่งปันให้คนอื่นดูด้วยได้ในทันที วิถีจดจำภาพของเราก็เปลี่ยนไป คือการทีเราจะมีความทรงจำระยะยาว (Long term memory) นั้น เกิดจากการที่ให้ความสนใจกับอะไรสักอย่างจนเกิดเป็นความทรงจำระยะสั้น (Shot term memory) เสียก่อน การที่เราไม่ให้ความสนใจกับบางสิ่ง สมองจะไม่สามารถเก็บสิ่งนั้นลงไปความทรงจำได้

มีการตีพิมพ์ผลการทดลองชิ้นหนึ่งลงในวารสาร Journal of Experimental Social Psychology ที่ทำการทดลอง โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองหลายร้อยเข้าไปเที่ยวชม โบสถ์ Stanford Memorial ที่การตกแต่งอย่างตระการตา มีภาพวาด รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมมากมาย โดยให้กลุ่มหนึ่งเข้าไปพร้อมไอพอด แล้วถ่ายรูปสิ่งต่างๆภายในเพื่อนำมาโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ภายหลัง และอีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปด้วยมือเปล่า

หนึ่งสัปดาห์หลังจากทริป ผู้เข้าร่วมทดลองทั้งสองกลุ่มได้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับรายะละเอียดต่างๆของโบสถ์ที่ได้เข้าไปชม โดยไม่มีการบอกล่วงหน้าถึงการทดสอบ ปรากฎว่ากลุ่มที่เข้าโบสถ์ด้วยมือเปล่าทำคะแนนได้ดีกว่า ผู้ทำวิจัยอธิบายว่าการใช้สมาร์ทโฟนนั้นทำให้เราไขว้เขว้ ออกจากประสบการณ์อื่นๆที่เราควรจะได้ให้ความสนใจ และเมื่อปราศจากการให้ความสนใจก็ยากที่จะเก็บเข้ามาเป็นความทรงจำ ซึ่งในชีวิตประจำวันที่เราถ่ายภาพต่างๆได้ตลอดเวลาทำให้เราเปลี่ยนวิธีการจำของเราไป

งานศึกษาอีกชิ้นที่ทำการทดลองในรูปแบบคล้ายๆกัน คือให้ผู้ร่วมวิจัยเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แสดงภาพวาดแบ่งเป็น 2 กลุ่มเหมือนกัน คือให้ถ่ายภาพกับกลุ่มที่ไม่ให้ถ่ายภาพ แล้วต่อมาให้ทำแบบทดสอบแต่ในรูปแบบที่ต่างออกไป พบว่ากลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพมีความจำเกี่ยวกับรายละเอียดภาพที่จัดแสดงได้ดีกว่าอีกกลุ่ม แต่กลับลดความทรงจำอื่นๆรอบข้างอย่างรูปแบบสถาปัตยกรรม อุณหภูมิ เสียงการจัดแสงโดยรอบ

การถ่ายภาพทำให้เรามีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องภาพ (Visual) ได้ดีขึ้น แต่ต้องแลกมากับสูญเสียภาพความทรงจำเรื่องอื่นๆรอบๆ ลงละเอียดไปกว่านั้น มีการใช้เครื่องมือติดตามดวงตาของผู้เข้าร่สมวิจัย พบว่ากลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้ถ่ายภาพ จะใช้สายตามองไปยังงานศิลปะและมือถือขอพวกเขามากกว่ามองพื้น แสงไฟ หรือว่าเพดาน เมื่อเทียบกับอีกกลุ่ม คล้ายกับงานศึกษาชิ้นที่กล่าวผ่านมาที่การถ่ายภาพดึงดูดความสนใจออกจากสิ่งรอบข้าง ดังนั้นเมื่อเราออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆในวันหยุด เราอาจจะจดจำทิวทัศน์สุดสวยได้ติดตา แต่ลืมความรู้สึกของลมที่พัดผ่าน หรือเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ

นอกจากนั้นยังมีอีกที่มีการศึกษาไปว่า การที่เราแชร์รูปที่ถ่ายเหล่านั้นลงในโซเชี่ยลมีเดีย ยังเปลี่ยนวิถีจดจำประสบการณ์ทีมีต่อเหตุการณ์ต่างๆอีกด้วย โดยพบว่าเมื่อเราโพสต์บ่อยๆจะมีแนวโม้ม ว่าเราจะคิดถึงภาพของเหตุการณ์ในความทรงจำเหล่านั้นในฐานะคนนอก หรือในมองมันจากมุมมองบุคคลที่สาม เหมือนที่เราจะส่องไทมไลน์ใคร (แต่เป็นความทรงจำของเราเอง) ยังไม่แน่ชัดว่ามันส่งผลงยังไงที่เราเปลี่ยนมุมมองต่อความทรงจำของตัวเอง แต่คาดว่ามันจะทำให้เราเฉยเมย หรือมีรู้สึกร่วมต่อความมทรงจำน้อยลงเมื่อย้อนคิดถึงมัน

ถ่ายโอนความจำลงไปในไซเบอร์

ไม่ใช่แค่เรื่องภาพถ่ายเท่านั้น แต่ความจำอื่นๆด้วยที่เทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ เมื่อเรามอบความทรงจำไว้กับบางอย่าง“The Brain in Your Pocket.” 

งานวิจัยที่บอกเราเมือเราบันทึกข้อมูลอะไรลงไปในเครื่องมือแล้ว เรามีแนวโน้มจะลืมมันไป เหมือนว่าเราถ่ายโอนข้อมูลลงไปในมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ของเรา มันจะไม่ใช่การ Copy-Paste แต่มันจะเป็น Cut-paste สังเกตมั้ยว่าค่อยๆลืมเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนๆไปกี่คนแล้ว แต่ก็มีอีกเสียงที่บอกว่ามันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เครื่องมือพวกนี้มันก็ช่วยให้คนที่ความจำสั้นอยู่แล้ว สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ หรือเอาเวลาไปจดจำเรื่องอื่น

การใช้อินเตอร์เนตนั้นให้เราสมาธิสั้น หรือหลงลืมสิ่งต่างๆมากขึ้น เริ่มไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองอีกแล้ว เพราะเริ่มมีงานวิจัยยื่นยันเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Western Sydney  ที่บอกในทางเดียวโดยนำคนที่ใช้เวลากับอินเตอร์เนตจำนวนต่างกัน พบว่ายิ่งคนที่ใช้อินเตอร์เนตหลายชั่วโมงต้องวัน ยิ่งมีแนวโมจะมีความสามารถในการจดจำได้น้อยลง

-Z-

อ้างอิงจาก vox.com 










อ่านเรื่องเก่าใน Z-World