เด็กๆ อาจจะช่วยโลกนี้ไว้ ด้วยกันทวงคืนอนาคตของพวกเขา


นักเรียนใน เวลลิงตันประเทศ นิวซีแลนด์ เขียนป้ายประท้วงว่า "Climate change is worse than Voldemort," ภาวะสภาพอากาศผันแปรเลวร้ายกว่า “วอร์เดอร์มอ” พ่อมดตัวร้ายในหนังสือนิยาย แฮรรี่ พอตเตอร์ 

เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักเรียนชาวสวีเดน วัย 16 ปี สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกจากการที่เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากที่เธอทำการประท้วงผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้เกิดภาวะสภาพอากาศแปรผัน (Climate change) ด้วยการหยุดเรียนไปไฮปาร์คทุกๆวันศุกร์ กลายเป็นขบวนการ #FridaysForFuture เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆทั่วโลก เกิดกระแสประท้วงไปถึง 100 ที่ทั่วโลก ถูกเรียกรวมๆว่า “Youth Strike 4 Climate”

ประเด็นเรื่องปกป้องสิ่งแวดล้อมเคยเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ (Conservation) ที่เราติดภาพการย้อนกับไปสู่อดีต ห่วงแห่นธรรมชาติที่งดงามไว้เหมือนที่เห็นในสารคดี กลายเป็นของเรื่องนักอนุรักษ์เก่าๆที่ชอบปีนเขาดูสัตว์ จัดงานการกุศล แบบที่เห็นที่ได้ดาดเดื่อน

แต่การเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมของเด็กรุ่นใหม่กลับพูดสิ่งที่ดูจะไปไกลกว่านั้น พวกเขาพูดถึงเรื่อง “อนาคต” ของพวกเขาเอง อนาคตที่ถูกกำหนดจากพวกผู้ใหญ่ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับ ภาวะความล้มเหลวของสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ ไปจนถึงปัญหามูลพิษ ที่คนรุ่นก่อนพวกเขาสร้างเอาไว้ หากปล่อยไว้โลกอาจจะไม่เหมาะกับการมีชีวิตอยู่แล้วเมื่อเข้าเติบโตขึ้น ข้อเรียกร้องของเด็กๆจึงไม่ใช่กับไปหาอดีตอันรุ่งเรือง  แต่คือการทวงคืนอนาคตที่ควรจะเป็นของพวกเขานั้นเอง

เรื่องราวของ เกรตา ที่สร้างปรากฎการณ์ขบวนการเคลื่อนไหวไปทั่วโลก อาจเป็นเรื่องน่าทึ่ง แต่เอาเข้าจริงแล้วกระแสการใส่ใจสิ่งแวดล้อมของเด็กๆเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว อย่างกรณี ศาลสูงสุดโคลัมเบีย สั่งให้รัฐบาล ต้องออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อปกป้องป่าอเมซอนและหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของการทำลายพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นคดีที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คาดกันว่าจะเป็นการปกป้องป่าอเมซอนครั้งสำคัญ

โคลัมเบียมีนเขตแดนอยู่ในพื้นที่ป่าอเมซอนจำนวนมาก ในช่วงปี 2015 เป็นต้นมาอัตราการทำลายป่าในพื้นที่อเมซอนสูงขึ้นถึง 44% “มันชัดเจนแล้ว ว่าแม้จะมีข้อตกลงระว่างประเทศ หรือข้อบังคับมากมาย แต่รัฐบาลโคลัมเบียไม่มีประสิทธิภาพ ในการจัดการปัญหาการทำลายป่าในอเมซอนได้” ศาลสูงสุดระบุ

เป็นที่น่าสนใจพอๆกันคำตัดสิน คือโจทย์ในคดีประวัติศาสตร์นี้ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 25 คน ที่มาจากเด็กตั้งแต่ 7 ขวบไปจนถึง 26 ปี ที่ยื่นฟ้องรัฐบาลของพวกเขาเองตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว เพื่อจะปกป้องสิทธิที่จะมีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ ( Healthy environment)

โดยได้อ้างต่อศาลว่า การรัฐบาลล้มเหลวที่จะหยุดการทำลายป่าอเมซอน เป็นการทำลายอนาคตของพวกเขา และเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิในกา มีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ มีชีวิตที่ดี มีอาหารและน้ำที่เพียงพอ

“Dejusticia” องค์กรด้านสิทธิที่ช่วยเหลือด้านคดีแก่ทั้ง 25 คนได้บอกว่าคดีนี้เป็นการชนะการฟ้องร้องแบบกลุ่มในคดีประเภทนี้ครั้งแรกในสังคมลาตินอเมริกา ซึ่งสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคต

หรือเรื่องราวของเด็กและเยาวชนในสหรัฐอเมริกาที่ยื่นฟ้องรัฐบาลของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาล จากที่รัฐบาลของเขามีท่าทีไม่ยอมรับการมีอยู่ของภาวะโลกร้อน ทั้งยังไม่มีทำดำเนินการอะไรเพื่อหยุดยั้งปัญหาที่กำลังเกิดจากมัน ทั้งที่สหรัฐฯกำลังเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอยู่ อย่างการเพาะปลูกที่ได้ผลผลิตลดน้อยลง จนถึงเรื่องคลื่นความร้อนที่สร้างผลกระทบให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ โดยให้เหตุผลว่าการนิ่งเฉยต่อหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน จะเป็นละเมิดต่อสิทธิทางชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา

แม้ว่าผลสะเทือนของแต่ละการเคลื่อนไหวจะแตกต่างกันออกไป แต่ข้อความที่พวกเขาส่งออกมาคล้ายๆกันนั้นน่าสนใจกว่ามาก พวกเขาต่างอ้างความชอบธรรมที่พวกเขาจะมีอนาคตที่ดีเมื่อเขาเติบโตขึ้น เพราะถ้าหากปล่อยให้โลกเป็นแบบนี้ต่อไป โลกอาจไม่เหลืออะไรให้เขาได้เก็บเกี่ยว และผู้ใหญ่ในปัจจุบันก็อาจไม่ได้อยู่รับผลจากสิ่งที่พวกเขาทำลงไป

George Monbiot คอลัมนิสต์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดัง เขียนบทความที่น่าสนใจชื่อว่า “Only rebellion will prevent an ecological apocalypse” (ความขบถเท่านั้นที่จะปกป้องเราจากหายนะของระบบนิเวศน์) ที่อธิบายว่าระบอบของทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของเราไม่เคยสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างจริงจัง คนส่วนมากชินช้ากับระบบที่ดำเนินไป การลุกขึ้นมาขบถต่อต้านระบบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อบอกถึงทางเลือกใหม่ที่เป็นไปได้ และการเสนอทางเลือกใหม่จะมีอะไรดีไปกว่าคนที่พูดออกมาคือคนรุ่นใหม่

งานศึกษาจากมหาวิทยา North Carolina State พบว่าการออกมาแสดงออกเรื่อง Climate change ของเด็กๆนั้นมีส่วนทำให้พ่อแม่พวกเขา มีความตะหนักรู้ถึงปัญหานี้มากขึ้น มากกว่าได้รับข้อมูลจากคนรุ่นราวเดียวกัน ซึ่งมาจากที่คนรุ่นใหม่ถูกมองว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ และหากการแลกเปลี่ยนอยู่บรรยากาศที่เหมาะสม จะสามารถลดช่องว่างระหว่างความไม่เข้าใจวัยลงได้

การลุกขึ้นเรียกร้องของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์โลก ในแต่ละครั้งสิ่งที่ขัดขวางพวกเขาก็ผู้ใหญ่ที่มีความคิดแบบเก่าอยู่ เลยเป็นที่น่าสนใจว่าลุกขึ้นส่งเสียงอีกครั้งของคนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่จะรับฟังพวกเขามากแค่ไหน

-Z-

อ่านเรื่องเก่าใน Z-World