In translate: ไม่มีลูกเป็นการตัดสินใจทางศีลธรรมหรือไม่?


บทความนี้แปลจาก Is Not Having Children a Moral Decision?
โดย DEREK BERES วันที่ 23 ตุลาคม 2017
เนื่องด้วยประชากรมนุษย์ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันและความทุกข์ยากเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีนักปรัชญาบางคนคนที่หาทางออกให้กับปัญหานี้


ในปี 2558 นิตยสาร the Atlantic ได้ตีพิมพ์บทวิจารณ์ชุดบทความที่ชื่อ ความเห็นแก่ตัว ความตื้นเขินและความสนใจแต่เรื่องของตัวเอง บทความแต่ละฉบับถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนชายหญิงที่ตัดสินใจว่าจะไม่มีลูก ซึ่งนำไปสู่ความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบจำนวนมหาศาลจนต้องเพิ่มบทความใหม่อีกหนึ่งบทความ ในบทวิจารณ์ของ Sophie Gilbert เธอได้เสนอแนวคิดที่สำคัญปนกระอักกระอ่วนว่า
ต้องขอขอบคุณความสำเร็จของงานเขียนต่างๆ ในปี 2015 เป็นอย่างยิ่ง การพูดถึงการถูกทำร้ายร่างกายโดยคู่ครองเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากกว่าการแสดงเจตจำนงของตนอย่างจริงใจและเปิดเผยว่าไม่อยากมีลูกเสียอีก
ผู้แสดงความคิดเห็นคนหนึ่งกล่าวว่าในบางสถานการณ์ การมีลูกคือการกระทำที่เห็นแก่ตัว โดยคำพูดนี้มาจากคนที่มีลูกสอง ความวิตกกังวล การเงิน การนอน ความรับผิดชอบ ทุกคำถูกกล่าวออกมาจากผู้ใหญ่ที่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายที่อยากมีลูก แต่คำพูดที่กล่าวมาไม่ได้ทำให้ความรู้สึกดีๆ ต่อการที่มีหลานชาย หลานสาว หรือการที่มีเด็กๆรายล้อมพวกเขาลดทอนลงเลย พวกเขาเพียงแค่รู้สึกว่าไม่อยากมีลูกเท่านั้นเอง
บางคนแสดงความคิดเห็นว่าการไม่มีลูกเป็นทางเลือกที่มีศีลธรรม โดยแนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดออกมาโดยศาสตราจารย์ David Benatar จากมหาวิทยาลัยเคปทาวน์ หลังจากที่เขาตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการต่อต้านการกำเนิด เขากล่าวว่า ไม่ควรมีใครให้กำเนิดไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ในปี 2006 เขาได้รับจดหมายแสดงความไม่พอใจและจดหมายข่มขู่มากมาย แต่ Benatar ไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ ยังมี Sophocles, Schopenhauer รวมถึงศาสนาพุทธบางนิกาย และศาสนาฮินดู ที่สนับสนุนความคิดอย่างเขา
นักปรัชญาสมัยก่อนไม่สามารถจินตนาการถึงภาพที่คุณแม่ที่เดินเข็นลูกที่ ย่านพาร์กสโลป(ย่านกิจกรรมของเด็กๆในเมืองนิวยอร์กหรือชาวคริสเตียนผู้เคร่งครัดที่สร้าง “ก๊อดอาร์มี (Army of God: AOG)” ขึ้นมาในอเมริกายุคใหม่ได้ ทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีความแตกต่างกัน พวกเขาเชื่อว่าการมีลูกช่วยสร้างตัวตนและช่วยเปลี่ยนความเข้าใจในตัวเองของคุณ ผลักดันคุณให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มสังคมของพ่อแม่ที่มีแนวความคิดเดียวกัน ที่ว่าเด็กๆเป็นส่วนหนึ่งของธรรมแห่งชีวิต และการต่อต้านธรรมชาตินี้ถือเป็นเรื่องผิด
พวกเขามองว่า การเอาชีวิตรอดเป็นเกมที่อยู่ในกรรมพันธุ์ของเรา เป็นเกมที่ทุกชีวิตต้องเล่นไม่ว่าจะเป็น แมวและสุนัข และพืชเช่นข้าวสาลีและข้าวโพด  ธรรมชาติไม่ใช่เสาหินที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ เด็กๆ จึงถือเป็นสื่อกลางในการทำภารกิจแห่งการอยู่รอดนี้
Benatar ตระหนักถึงปริศนาทางชีววิทยานี้และสนับสนุนแนวคิดการต่อต้านการกำเนิด เขากล่าวว่า
ถึงอย่างไรการต่อต้านการกำเนิดก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะ [การต่อต้านการกำเนิดเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับความคิดดั้งเดิม ดังนั้นคนที่มีความคิดควรหยุดและไตร่ตรองมากกว่าที่จะผลักไสเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่บ้าคลั่งหรือชั่วร้าย
แนวคิดการต่อต้านการกำเนิดไม่เป็นสิ่งที่อันตราย ปัญหาที่แท้จริงคือการเพิ่มจำนวน ลองพิจารณาประชากรโลกดูว่า มีคนราว 170-400 ล้านคนที่มีชีวิตอยู่ในปี ค.ศ. 1 พันปีต่อมาก็ยังเหมือนเดิม แต่จำนวนคนเพิ่มขึ้นถึง 600 ล้านในปี ค.ศ. 1700 และเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านคนในปีค.ศ. 1900 ตอนนี้มีคนสูงถึง 7.6 พันล้านคนโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งศตวรรษ และมีการคาดการณ์ว่าจะมีประชากรถึง 11.2 พันล้านคนในปี 2100 ซึ่งด้วยจำนวนคนที่มากมายขนาดนั้น แน่นอนว่ามันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
แต่เราไม่ได้คิดเป็นภาพใหญ่ เราคิดถึงเพียงแค่รอบๆ ตัวเราและแง่มุมที่ดีของการเพิ่มจำนวนในพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น โชคไม่ดีที่ความคิดนี้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ทำให้จำนวนประชากรโลกเพิ่มทวีคูณในช่วงเวลาสั้นๆ บางครั้งการเติบโตแบบนี้ก็เรียกว่า "มะเร็งซึ่งอาจฟังดูรุนแรงไปบ้าง แต่ก็สมเหตุสมผลเมื่อลองสมมติดูว่าประชากรโลกมีจำนวนประชากรคงที่เท่ากับตอนนี้และมีอายุไขอยู่ที่สองร้อยปี มนุษย์จะใช้ทรัพยากรโลกจนหมดไปภายในเวลา 250,000 ปีเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตามการโต้เถียงของ Benatar หลักๆ แล้วจะเกี่ยวกับความทุกข์ ชีวิตคือ “สถานะของการดิ้นรนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ซึ่งเป็นความจริงทางชีวภาพและสังคมของเรา คำเปรียบเปรยเกี่ยวกับมะเร็งในข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการดิ้นรนของ Benatar จึงไม่ใช่สิ่งที่เกินกว่าเหตุเลย
ชีวิตนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าที่คนทั่วไปคิด และมีแรงผลักดันอันทรงพลังที่จะมีชีวิต ไม่ว่าชีวิตจะแย่มากขนาดไหน ผู้คนอาจใช้ชีวิตไม่คุ้มค่ากับการเริ่มโดยที่ไม่ตระหนักว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
เป็นความจริงที่ว่าพวกเราหลายคนให้คุณค่าแก่อนาคตของตนเองมากเกินไป และเขียนอดีตของเราขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เรื่องเล่าของเราเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ พิจารณาดูว่าโรควิตกกังวลเป็นโรคอันดับหนึ่งของโลก (อันดับสองคือโรคซึมเศร้า ซึ่งมีความคล้ายกันกับโรควิตกกังวลในทางสรีรวิทยา) และชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่หนึ่งในหกคนใช้ยาเพื่อต่อสู้กับโรคนี้ ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องฉุกคิดได้แล้วว่าเรากำลังเผชิญกับสิ่งใด และพวกเรากำลังปกปิดอะไรไว้
ความต้องการที่เดือดพล่านของพวกเรานั้นตกเป็นจำเลยในข้อหานี้ นี่ก็เป็นมรดกทางชีววิทยาและระบบประสาทของเราเช่นเดียวกัน การยึดติดคือมารทางพระพุทธศาสนาที่สามารถกำราบได้โดยการเจริญภาวนาและการดำเนินชีวิตตามครรลองคลองธรรม และมีสัมมาทิฐิ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เมื่อมนุษย์มีปัจจัยสี่ครบแล้วความต้องการของเราจะถูกขยายขนาดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันประกอบด้วยการเสริมเติมแต่งส่วนต่างๆ ของร่างกาย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหรูจากนักออกแบบต่างๆ อาหาร “เพื่อสุขภาพ” และเทคโนโลยีที่ฝังลงบนผิวหนังของเรา ในทุกๆ ขั้นเราต้องการสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการและความไม่พึงพอใจที่มากขึ้นของเรา เมื่อเราไม่พึงพอใจ พฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่นและพฤติกรรมก้าวร้าวก็จะตามมา
"อันตรายที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ผู้อื่นไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุด ชีวิตประจำวันของเราเต็มไปด้วยความไม่ซื่อสัตย์ การทรยศ ความประมาท ความทารุณ ความเจ็บปวด ความใจร้อน การเอาเปรียบ การทรยศต่อความเชื่อใจ และการละเมิดความเป็นส่วนตัว แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ฆ่าหรือทำร้ายร่างกาย แต่ก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายด้านจิตใจและด้านอื่นๆ ได้ ด้วยการทำร้ายแบบต่างๆ เหล่านั้น ทุกคนก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำความผิดไม่มากก็น้อยด้วยเช่นกัน"
Benatar ยังกล่าวต่อไปอีกว่า หากเราทรมานสมาชิกในสายพันธุ์ของเรา เราจะกลายเป็นอมนุษย์เต็มตัว (หรืออาจเป็นมนุษย์เต็มตัว) สัตว์บก 63 พันล้านตัวและสัตว์น้ำ 103,000 ล้านตัวถูกฆ่าเพื่อบริโภคทุกปี Benatar ประเมินว่าทุกคนรับผิดชอบต่อการตายของสัตว์ 27 ตัวในแต่ละปี คิดเป็นประมาณ 1,690 ตัวในช่วงชีวิตของเรา การทานมังสวิรัติก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา เนื่องจากพวกเขาก็มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
แม้ว่า Benatar จะอ้างว่าเขาไม่ได้มองหา “ทางออกสุดท้าย” แต่เขาก็เชื่อว่าในที่สุดโลกก็จะหาทางแก้ปัญหาเองในท้ายที่สุด นั่นคือ
"คำถามไม่ใช่ว่ามนุษย์จะสูญพันธุ์หรือไม่ แต่คำถามคือจะเกิดขึ้นเมื่อใด ถ้าแนวคิดเรื่องการต่อต้านการกำเนิดนั้นถูกต้อง สิ่งต่างๆ อาจจะดีกว่านี้ ทุกสิ่งบนโลกเท่าเทียมกันทั้งหมด หากไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเกิดขึ้นเร็วเท่าใด มนุษย์เราก็สามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมานและเภทภัยได้มากขึ้นเท่านั้นมิใช่หรือ?"
ในขณะที่โดยส่วนตัวแล้วฉันไม่ได้อยู่ในฝ่ายที่อยากมีลูก แต่ฉันมีปัญหาเมื่อได้อ่านบทความของ Benatar ฉันพบว่าตัวเองกำลังวางแผนโต้แนวคิดของเขาอยู่ จริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าเขาให้เครดิตกับมนุษย์มากพอในด้านการแสดงความกล้าหาญและความเห็นอกเห็นใจในชีวิตประจำวัน โดยปกติแล้วความดีที่กล่าวมาไม่ค่อยมีการประโคมข่าวหรือการรายงานจากสื่อเท่าใดนัก มนุษย์สามารถเป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ด้วยความมานะและการฝึกฝน เราก็สามารถเป็นผู้เสียสละอย่างไม่น่าเชื่อได้เช่นเดียวกัน
การที่มนุษย์มีทุกข์ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนทุกข์ สิ่งนี้คือภูมิปัญญาของคำสอนหนึ่งเดียวในพุทธศาสนา ปริศนาแห่งความไม่พึงพอใจอยู่กับเรามาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากสภาพการเมืองโลกเราไม่ได้ใกล้เคียงกับการแก้ไขปริศนานี้เลย และการแสร้งทำว่าปัญหาไม่มีอยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
สิ่งนี้จะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ประชากรของเราพุ่งสูงขึ้น การแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรจะเพิ่มขึ้น ความปรารถนาในการเติมเต็มความต้องการก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน การใช้ชีวิตให้มีชีวิตชีวามากขึ้นจะนำความสุขมาให้ แต่สิ่งที่เราต้องแลกคืออะไร? บทสรุปของ Benatar อาจไม่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ควรโยนทิ้งโดยไม่พิจารณามันเลย หากจะเปรียบเทียบ เราทุกคนถูกออกแบบมาให้เป็นต้นไม้ที่ไม่สามารถมองเห็นป่าได้ และต้นไม้เหล่านั้นก็หนาแน่นขึ้นทุกวัน

Derek เป็นผู้แต่งหนังสือ Whole Motion: Training Your Brain and Body For Optimal Healthที่ Los Angeles, เขากำลังแต่งหนังสือเกี่ยวกับวัตถุนิยมทางจิต สามารถติดตามเขาได้ทาง Facebook และ Twitter.



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World