In translate ดูเหมือนว่าเรากำลังเข้าใกล้ดิสโทเปียแห่ง 'Children of Men' เข้าไปทุกขณะ


ภายในเรื่อง ภาพของการนองเลือดและสังคมกลียุคจากผลงานของ Alfonso Cuarón สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่โกลาหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัญหาการการอพยพในปัจจุบัน
โดย  Clayton Schuster

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง Roma จะไม่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้น้อยลงไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสิบสาขา และกวาดรางวัลไปถึงสามรายการซึ่งรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมก็เป็นหนึ่งในนั้น Roma ถ่ายทอดเรื่องราวของสาวใช้ชาวพื้นเมืองที่กำลังเผชิญหน้ากับการตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจไปพร้อมๆ กับเรื่องราวของครอบครัวที่เธอทำงานด้วย ซึ่งกำลังต่อสู้กับปัญหาภายใน เรื่องราวของ Roma คือการสำรวจความไม่ลงรอยระหว่างวัย ความโหดร้ายขององค์กรต่างๆ การแบ่งชนชั้นและการทอดทิ้งได้อย่างถูกที่ถูกเวลา งานภาพชั้นเยี่ยม ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า Cuarón เป็นหนึ่งในผู้มีวิสัยทัศน์ในสายงานของเขา

เช่นในภาพยนตร์เรื่อง Children of Men ปี 2006 ของเขา Cuarón บอกเล่าเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับ Roma แต่อยู่ในบริบทที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ภาพยนตร์เรื่อง Children of Men ฉายภาพของอนาคตที่มืดมนที่มนุษย์ชาติไม่มีการตั้งครรภ์มาเกือบสองทศวรรษ เรื่องราวของความอยู่รอด โดยในเรื่องตัวละครต่อสู้เพื่อรักษาอนาคตในอุดมคติของมนุษยชาติเอาไว้ ภาพของการนองเลือดและสังคมกลียุคจากผลงานของ Alfonso Cuarón สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่โกลาหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัญหาการอพยพในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเมื่อ Children of Men ออกฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาเปรียบเปรยกับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ในตอนนั้นนักวิจารณ์ฯ ตีกรอบภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นภาพยนตร์การเมืองเขย่าขวัญ สำหรับพวกเขาแล้ว แนวคิดเหล่านั้นเกิดจากส่วนผสมของความไม่มั่นคงในใจที่พวกเขามีซึ่งนำไปสู่รัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิและรัฐตำรวจที่รัฐบาลของ Bush สร้างขึ้นมาภายหลังการบุกรุกและแทรกแซงประเทศอีรัก

เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะตีความไปเช่นนั้น เมื่อพิจารณาจากความอ่อนไหวต่อสารดังกล่าวของผู้ชมในปี 2006 และจำนวนครั้งที่ฉากจากจินตนาการของ Cuarón กระตุ้นแนวคิดนั้นตลอดทั้งเรื่อง ภาพที่รถบัสแล่นผ่านเมืองที่ประดับประดาไปด้วยคำว่า "กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ" ผู้ประท้วงชาวต่างชาติที่เดินขบวนบนถนนในประเทศอังกฤษ ปืนกลที่พร้อมยิง และเสียงตะโกนว่า อัลลอฮุ อักบัร! รูปปั้นที่ยืนอยู่ในกรงยื่นมือออกมาระดับเอวใส่ชุดคลุมหัวสีดำในฉากสุดท้าย ทำให้เรานึกถึงรูป ชายผ้าคลุมดำ อันโด่งดังจากสถานที่ที่อเมริกาใช้ทรมานผู้คนอย่างเรือนจำอาบู กราอิบ

ในปีนั้นนักวิจารณ์ฯ ส่วนใหญ่ให้เกรด A สำหรับความพยายาม  แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความคับข้องใจว่า คำวิจารณ์ต่อรัฐบาลของบุชไม่ได้รับการตอบรับเลย คนพวกนั้นเป็นพวกวิสัยทัศน์คับแคบ จากสถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เราสามารถเข้าใจภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้นในแง่ของเงื่อนไขแบบ ถ้า-แล้ว นั่นคือถ้าสังคมรู้สึกถูกคุกคามความเป็นชาตินิยมก็จะเกิดขึ้นซึ่งความเป็นชาตินิยมจะผลักไสปัญหาที่หนักหนาที่สุดไปให้กลุ่มคนที่อ่อนแอกว่า มันเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่เรา (ควร) รู้โดยสัญชาตญาณ ความอ่อนล้าจากลัทธิชาตินิยมต่างๆ คือบทเรียนที่สำคัญที่เราได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่แล้วมุมมองของการอพยพจากเรื่อง Children of Men ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์ฯ เพราะว่าพวกเขาไม่แน่ใจว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในภาพยนตร์พูดถึงอะไร

แนวคิดของภาพยนตร์ปรากฏประมาณสามสิบวินาทีในฉากแรกๆ ของเรื่อง Theo Faron ตัวเอกของเรื่อง แสดงโดย Clive Owen กำลังนั่งรถไฟโดยมีวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อฉายอยู่ในจอ เป็นภาพการทำลายตัวเองของหัวเมืองต่างๆ ทหารในชุดป้องกันสารเคมีกลางกรุงโตเกียว ผู้ประท้วงปาหินใส่ตำรวจในกรุงมอสโคว ก้อนเมฆรูปเห็ดจากระเบิดปรมาณูเหนือท้องฟ้ากรุงแมนฮัตตัน และท้ายสุดเป็นภาพของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์และคำว่า มีแต่ทหารของอังกฤษเท่านั้น และภาพก็ตัดไปที่โฆษณากลุ่มชาย‑หญิงกำลังเล่าว่าคนรู้จักและเพื่อนบ้านของเขาเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย ก่อนที่ผู้บรรยายจะพูดว่า การจ้าง ให้อาหารหรือสถานที่พักพิงแก่ผู้อพยพผิดกฎหมายคืออาชญากรรม

แนวคิดที่สำคัญนั้นยังคงอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้มากว่าสิบปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ภาพยนตร์ออกฉาย วันนี้ Children of Men ได้รับการหล่อหลอมขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นสุดยอดของภาพยนตร์ร่วมสมัย BBC จัดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ใน 13 ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ส่วน Vulture เรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า ผลงานชั้นครู
การตีความใหม่ของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ  ความนิยมของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริการและยุโรปตื่นตัวเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการอพยพที่ผิดกฎหมาย โดยเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2010 และเพิ่มขึ้นจนล้นทะลักในช่วงปี 2016

แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ว่าคืออะไร? มันคือภาวะ Trumpism และ Brexit โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐบาลของ Trump ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตจริงและฝันร้ายของ Cuarón เลือนรางขึ้นไปทุกที การอนุมัติงบประมาณแปดพันล้านเหรียญฯ ของ Trump เป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าคณะรัฐบาลนี้ต่อต้านการอพยพอย่างชัดเจน และที่น่ากลัวกว่านั้นคือนโยบายแยกครอบครัวออกจากกัน แม้ว่านโยบายนี้จะตกไปแล้วแต่ก็ยังมีรายงานว่านโยบายนี้ยังมีผลบังคับใช้ที่ชายแดนฝั่งใต้อยู่แม้ว่าจะมีการตายเกิดขึ้นจากการกักตัวก็ตาม

การขาดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงจะมาพร้อมกันโศกนาฏกรรมเหล่านี้ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของมนุษย์มีความสำคัญรองจากโครงสร้างทางอำนาจของสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้จากความ แข็งกร้าว ต่อการเข้าเมืองผิดกฎหมาย วิธีการในการแก้ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในคำพูดของ Trump เกี่ยวกับกำแพงที่ไร้ประโยชน์ การปิดพรมแดน และการปราศจากผู้ก่อการร้าย สำหรับ Trump เองแล้วตัวเขาเหมือนกับกลุ่มคนที่ไล่ตามตัวเอกในเรื่อง การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าชีวิตของผู้คน
Cuarón สร้างฉากของ Children of Men ให้อยู่ในปี 2027 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องของอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นคำเตือนที่ถูกมองข้ามไป เป็นการเตือนว่าผลลัพธ์จากการให้ความสำคัญต่อความมั่นคงมากกว่าเสรีภาพคือ ความคลั่งชาติรุนแรงที่พร้อมและเต็มใจที่จะแบ่งแยกและใช้ความรุนแรงกับผู้อพยพ มันดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเกิดจริง แต่ในท้ายที่สุด ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงโลกแบบนโยบายทางสังคมของ Trump ซึ่งอาจเกิดขึ้นจริงได้หากไม่มีการตรวจสอบ เพราะว่าในตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าพวกเรากำลังเข้าสู่เส้นทางนี้เสียแล้ว


อ่านเรื่องเก่าใน Z-World