In translate: หรือนี่จะเป็นจุดจบแห่งอารยธรรม? เราควรจะเปลี่ยนเส้นทางใหม่



โดย George Monbiot แปลและเรียบเรียงจาก 




บทความหลักของนิตยสาร New Scientist ตั้งคำถามว่า หรืออารยธรรมตะวันตกกำลังอยู่ในจุดที่ใกล้ล่มสลายแล้ว? ซึ่งเป็นคำถามที่ดี แต่ดูแคบไปหน่อย คำตอบก็คือ ก็เป็นไปได้ แล้วทำไมถึงแค่ฝั่งตะวันตกล่ะ? ก็เพราะว่ารัฐบาลตะวันตกบางส่วนกำลังวุ่นอยู่กับความบ้าคลั่งของการทำลายตัวเอง ในยุคของปรากฏการณ์ที่มีความซับซ้อนและวิกฤตการณ์เชื่อมกันเป็นลูกโซ่ การบริหารงานของทรัมป์ได้เริ่มต้นด้วยการลดทักษะคนหมู่มาก และการทำให้บริหารง่ายดายขึ้นสำหรับภาครัฐ ( simplification of the state) โดนัลด์ ทรัมป์อาจจะไล่สตีฟ แบนนอน นักกลยุทธ์ของเขาออกไปแล้ว แต่เจตนารมย์ของแบนนอนซึ่งก็คือ รื้อถอนระบบรัฐบริหาร ยังคงเป็นนโยบายหลัก และอาจจะเป็นเพียงนโยบายเดียวที่มี

สภาวะที่น่ารังเกียจนี้กำลังทำลายกลไกที่สำคัญของรัฐบาลอยู่ ทั้งโดยการลดเงินทุนกระทรวง การแยกทีมปฏิบัติงานออกจากกันและไล่ผู้เชี่ยวชาญที่เขาเหล่านั้นไว้ใจออก การยกเลิกโครงการวิจัย การใส่ร้ายป้ายสีข้าราชการที่เหลืออยู่ ในขณะเดียวกันก็กำลังทำลายการคุ้มครองสาธารณชนที่กำลังปกป้องเราจากหายนะอยู่

งานวิจัยจำนวนมากที่ตีพิมพ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เริ่มสำรวจผลกระทบที่กว้างขึ้นของสารก่อมลพิษ งานวิจัยแรกตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal เตือนว่าการที่ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในเมืองทำให้ การสาธารณะสุขกำลังมุ่งสู่ความหายนะ มลพิษในครรภ์มีความเกี่ยวข้องกับ น้ำหนักแรกเกิดต่ำ พัฒนาการปอดและสมองของทารกผิดปกติ ภาวะอ่อนกำลังต่างๆ และโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นในภายหลัง

อีกหนึ่งงานวิจัยซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet กล่าวว่ามลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนไปมากกว่าโรคเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรครวมกันถึงสามเท่า ผู้เขียนให้ข้อสังเกตว่า ในปัจจุบันมลพิษกำลังคุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ มีงานวิจัยหลายฉบับในวารสาร PLOS Biology เปิดเผยว่าสารเคมีสังเคราะห์ที่เราอาจได้รับกว่า 85,000 ชนิดไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ ซึงสารเคมีหลายร้อยชนิดดังกล่าว ตรวจพบในเลือดและปัสสาวะของทุกคนที่เข้ารับการทดสอบ และปริมาณของการใช้สารเหล่านั้นในวัสดุต่างๆ ยังเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เรายังไม่อาจทราบได้ว่ามันมีผลกระทบอย่างไรต่อเรา ไม่ว่าจะเป็นด้วยตัวสารนั้นเดี่ยวๆ หรือรวมกัน

ในการตอบโต้ผลวิจัยที่กล่าวมา รัฐบาลของทรัมป์ได้ทำลายบูรณภาพของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ ฉีกแผนพลังงานสะอาด ยกเลิกมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของรถยนต์ นำคลอร์ไพริฟอส (สารกำจัดศัตรูพืชที่ส่งผลเสียต่อระบบสติปัญญาและระบบพฤติกรรมในเด็ก) กลับมาใช้อีกครั้ง และยกเลิกมาตรการป้องกันสาธารณะอีกหลายรายการ

เช่นเดียวกันในสหราชอาณาจักร รัฐบาลก็ได้ลดความสามารถในการต่อกรกับวิกฤติลงไปเรื่อยๆ หนึ่งในพระราชบัญญัติแรกๆ ของเดวิด คาเมรอน คือการปิดระบบเตือนภัยล่วงหน้าของรัฐบาล ได้แก่ คณะกรรมการมลพิษสิ่งแวดล้อมแห่งสหราชอาณาจักรและคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เขาไม่อยากได้คำแนะนำจากหน่วยงานเหล่านั้น เขาไล่ที่ปรึกษาที่เป็นกลางออกและแทนที่ด้วยพวกที่ชอบเลียแข้งเลียขา การกระทำแบบนี้ทำให้อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในอดีตล่มสลายไปแล้วนักต่อนัก ปัจจุบันความสามารถในการแก้ปัญหาลดลงเป็นเงาตามตัวเนื่องจากการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป

แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่ในแค่ฝั่ง ตะวันตก เท่านั้น การเพิ่มขึ้นของการปลุกปั่น (การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนด้วยวิธีการลูบหน้าปะจมูก ซึ่งจะเกิดขึ้นไปพร้อมกับการแยกเอารัฐที่ปกครองตัวเองออก) สามารถเห็นได้ชัดในทุกหนทุกแห่ง สิ่งแวดล้อมทั่วโลกเสื่อมโทรมเร็วขึ้น ประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังลดลง แมลงเริ่มสูญพันธ์จากการใช้ยาฆ่าแมลง การทำลายป่าฝน ป่าชายเลน ดินและชั้นหินอุ้มน้ำ และระบบโลก เช่น ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เชื่อมต่อกันเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่ในประเทศที่ยากจนผู้คนจะได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงกว่า

อำนาจที่คุกคามความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ทุกคนคือสิ่งเดียวกันทั่วโลก นั่นคืออำนาจจากการวิ่งเต้นของธุรกิจใหญ่ๆ และนายทุนเงินหนา ซึ่งมองรัฐบริหารเป็นอุปสรรคต่อการทำกำไรของพวกเขา เมื่อผนวกกับความเย้ายวนของเงินหาเสียง กองทุนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ นักข่าวแฝงและนักวิชาการหัวอ่อน อำนาจเหล่านี้จะอยู่เหนือประชาธิปไตย หากคุณต้องการทราบว่าสิ่งเหล่านั้นทำงานอย่างไร คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือเรื่อง Dark Money ของ เจน เมเยอร์

ในระดับหนึ่ง การเชื่อมต่อสามารถรองรับปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่น หากระบบจัดหาอาหารของท้องถิ่นล้มเหลว เราก็ยังสามารถดึงผลิตผลจากแหล่งอื่นได้โดยตลาดภูมิภาคหรือตลาดโลก หากสถานการณ์เกินระดับนั้นมาแล้วการเชื่อมต่อและความซับซ้อนที่กล่าวมาจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของระบบเมื่อรวมกับความไร้สมรรถภาพของสมองมนุษย์ในการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสามารถแพร่กระจายวิกฤติได้มากกว่าที่จะจำกัดวงของมัน เรากำลังตกอยู่ในอันตรายจากการที่ต่างคนต่างพากันฉุดกันลง นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ควรตั้งคำถามว่า หรือนี่จะเป็นจุดจบของสังคมอันซับซ้อน

ก่อนหน้านี้สังคมที่ซับซ้อนได้ล่มสลายลงไปหลายครั้งหลายคราแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป เจมส์ ซี สก็อตต์ ได้อธิบายในหนังสือของเขาชื่อ Against the Grain ไว้ว่า เมื่ออำนาจจากศูนย์กลางพังทลายจากโรคระบาด การสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร น้ำท่วม การสึกกร่อนของดิน หรือความดื้อรั้นดันทุรังในการทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นภัยต่อตัวเองของรัฐบาล เมื่อนั้นผู้คนจะมีโอกาสที่จะหนี ในหลายกรณีพวกเขาจะกลายเป็น คนเถื่อน สิ่งนี้เรียกว่าบรรพกาลนิยมลำดับสอง สก็อตต์ตั้งข้อสังเกตว่า การเป็นคนเถื่อนจะได้รับความปลอดภัย โภชนาการและระเบียบสังคมที่ดีกว่า ยุคมืดที่ไม่สิ้นสุดหลังความรุ่งโรจน์และความยิ่งใหญ่ของรัฐอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะมีชีวิตอยู่

แต่ในช่วงเวลานี้เราอยู่ในจุดที่ไม่สามารถถอยหลังได้อีกแล้ว ดินแดนป่าและระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสนับสนุนนักล่า คนเร่ร่อน และผู้ลี้ภัยจากล่มสลายของรัฐในยุคแรกๆ ตอนนี้แทบจะไม่มีแล้ว มีเพียงเศษเสี้ยวของประชากรปัจจุบันเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดจากการกลับคืนสู่ชีวิตคนเถื่อน (เมื่อพิจารณาจากการประมาณการจำนวนประชากรสูงสุดของสหราชอาณาจักรในช่วงกลางของยุคหินที่ผู้คนมีชีวิตจากการเก็บของป่าล่าสัตว์เท่ากับ 5,000 คน) ในยุคที่ประชาธิปไตยมีไว้พอเป็นพิธี ตอนนี้สิ่งที่กั้นระหว่างเรากับความหายนะมีเพียงรัฐที่มีความซับซ้อนและจุดบกพร่องทั้งหมดของมันอยู่




อ่านเรื่องเก่าใน Z-World