เมื่อการเปลี่ยนแปลงภาพอากาศ ทำให้เราลุกขึ้นมาห้ำหั่นกัน




Harald Welzer ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Flensburg ประเทศเยอรมนีผู้เขียนหนังสือ “Climate Wars: Why People Will Be Killed in the 21st Century” (สงครามภูมิอากาศ: เหตุผลที่ผู้คนจะถูกฆ่าในศตวรรษ 21) หนังสือที่อธิบายผลกระทบทางวัฒนธรรมและการเมืองจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เคยให้สัมภาษณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่งในที่แฝงอยู่ในความขัดแย้งทั่วโลก และจะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญขับเคลื่อนความขัดแย้งทั่วทั้งโลก โลกในอนาคตการเมืองหรืออุดมคตินี้จะเป็นเพียงฉาบหน้าของความชัดแย้ง แต่การแย่งชิงทรัพยากร (ที่มีจำกัดลงทุกวัน) จะเป็นตัวแปรแท้จริงที่จะทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาห้ำหั่นกัน นำไปวิกฤตผู้ลี้ภัยที่จะตามมา หลักการง่าย ๆ เลย คือมันเป็นเรื่องปกติที่ความรุนแรงจากความขัดแย้ง (violent conflict) จะมีสูงขึ้น เมื่อภาวะการอยู่รอดของผู้คนถูกคุกคาม คำถามของผมก็คือถ้านักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย พูดถูกเกี่ยวเกี่ยวภาวะโลกร้อน หมายความว่ามันคือเป็นไปได้อย่างสูงที่จะมีเกิดความรุนแรงจากความขัดแย้ง”  อ่านได้บทสัมภาษณ์เต็มๆได้ที่นี้
ความขัดแย้งที่นำสู่ความรุนแรงนั้นดำรงอยู่กับสังคมมนุษย์ตลอด ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แต่เมื่อทรัพยากรลดน้อยลง ส่งผลต่อความอยู่รอดกลุ่มคน การแย่งชิงทรัพยากรจะเข้าไปเร่งความขัดแย้งที่มีอยู่แล้ว ยิ่งในประเทศที่สถาบันทางสังคมที่คอยกระจายทรัพยากรและจัดการความขัดแย้งไม่มีสิทธิภาพ ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น

สงครามกลางเมืองในซีเรียได้สร้างคลื่นผู้อพยพมหาศาลในปัจจุบัน เป็นที่รับรู้กันดีว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมด เกิดจากการลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ถูกยกเป็นตัวอย่างหนึ่งของ การที่เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเข้าไปมีส่วนความขัดแย้ง
มูลนิธิความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (The Environmental Justice Foundation - EJF) ได้ออกรายงาน รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เข้าไปเป็นตัวผลักดันให้เกิดวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดของโลก โดยมุ่งความสนใจไปยังความขัดแย้งในซีเรีย
ซีเรียมีพื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งค่อมอยู่ใน “ดินแดนวงพระจันทร์เสี้ยวไพบูลย์” (fertile crescent) พื้นที่อุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงด้วยแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส แม่น้ำไนล์ และแม่น้ำจอร์แดน ย้อนกับไปในอดีตอันแสนใกลพื้นที่แถบนี้ละเป็นต้นกำเนิดการเกษตรกรรมที่สำคัญที่สุด เปลี่ยนมนุษย์เผ่าฮอร์โมน เซเปียน จากการล่าสัตว์มาเป็นสังคมเกษตรกรรม แม้กระทั้งปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง
เมื่ออุณภูมิโลกที่สูดขึ้นพื้นที่บริเวณนี้ที่เคยสมบูรณ์ก็เปลี่ยนไป คลื่นความร้อน ฤดูแล้งที่ยาวนาน ผลที่ตามมาทำให้ประมาณฝนลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรรมในพื้นที่แถบนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง
ซีเรียเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างมาก จากที่เคยผลิตอาหารได้มากจากความอุดมสมบูรณ์ เป็นหนึ่งในครัวใหญ่ป้อนอาหารให้แก่ภูมิภาค กลายเป็นประเทศที่ต้องประสบปัญหาความขาดแคลนเสียเอง ในช่วงตั้งแต่ปี 1999-2009 เป็นช่วงที่ซีเรียนต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารหลักอยู่หลายครั้ง ทั้งเกี่ยว ข้าวสี ฝ้าย และบาร์เลย์ รวมไปถึงปศุสัตว์ ที่มีหลายต่อหลายปีที่ผลผลิตตกต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลัก   ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของคนเรือนล้านสั่นคลอน ในปี 2008 รัฐบาลซีเรียต้องนำเข้าข้าวสาลีเป็นครั้งแรกในรอบ15 ปี แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นได้ ข้าวสาลีและบาร์เลย์ราคาพุงสูงขึ้นถึงร้อยละ 25 มีการประมาณการว่าประชาชนกว่า 3.7 ล้านคนต้องดำรงชีวิตในภาวะไม่มีความมั่นคงทางอาหาร ยังมีรายงานอีกหลายชิ้นที่บอกไปทางเดียวกันว่าซีเรียในช่วง 1999-2011 ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงครามกลางเมืองนั้น ถูกภัยแล้งจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเล่นงาน จนองค์กรสหประชาชาติต้องออกมาประกาศว่าประชาชนชาวซีเรีย 2-3 ล้านคนถูกทำให้เข้าสู่ความยากจนจากภายแล้ง


เมื่อภาคการเกษตรไม่สามารถรองรับชีวิตผู้คนในชนบทได้ สถานการณ์จึงออกมาคล้ายๆประเทศทไทยที่ จากแต่ก่อนชาวชนบทที่ทำการเกษตร จะอพยพไปทำงานในเมืองใหญ่ช่วงเว้นว่างจากเกษตรเพียงชั่วคราว เมื่อการเกษตรในชนบทได้รับความเสียหายซ้ำซาก รูปแบบการเคลื่อนย้ายอพยพจึงเปลี่ยนไปเป็นแบบภาวร จากที่เป็นประเทศที่มีสัดส่วนการย้ายถิ่นต่ำ กลายเป็นมีประชาชนหลายแสนคนต่อปีที่ย้ายออกจากชนบท เข้าไปทำงานเมืองใหญ่ที่ซึ่งความขัดแย้งปะทุขึ้นที่นั้น บวกกับมีอัตราเพิ่มขึ้นของประชากรในสัดส่วนที่สูง
จึงตามมาด้วยปัญหาการว่างงานโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดการขยายตัวของคนจน คนชายขอบ ทั้งในพื้นที่ชนบทและในเมืองใหญ่ มีงานศึกษาของ London School of Economics ชี้ให้เห็นว่ากรณีซีเรียแตกต่างไปจากอาหรับสปริงของประเทศอื่น ที่เกิดขึ้นจากคนชนชั้นกลางเป็นผู้เล่นสำคัญ แต่การลุกฮือในซีเรียที่เกิดขึ้นท่ามกลาง คนชายขอบ คนจน ชาวชนบท ไปจนถึงแรงงานอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขยายจำนวนขึ้นในช่วงเริ่มทศวรรษที่ 20 จากการปัจจัยหลายสิ่งที่กล่าวมา

ความขัดแย้งในซีเรียมีมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะเกิดภัยแล้วครั้งนี้แล้ว ด้วยการปกครองแบบเผด็จการพรรคเดียวมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้วเพียงเข้ามา เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ยิ่งในประเทศที่ไม่มีการกระจายระบบทรัพยากรและจัดการความขัดแย้งที่ดีพอแล้ว ความขัดแย้งจะยิ่งขยายตัวได้ง่ายมากขึ้น

เมื่อประชาชนจำนวนมากในประเทศกำลังประสบปัญหาใหญ่ รัฐบาลกลับไม่ได้ทำอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้น ด้วยการกระจายทรัพยากรให้ลงไปถึงคนทุกชนชั้น แต่กลับปล่อยให้ระบบทุนนิยมแบบพวกพ้องที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มชนชั้นนำดำเนินต่อไป  แทนที่จะมีบังคับเก็บภาษีหรือกำจัดการคอรัปชั่นในหมู่ชนชั้นนำ กลับจำกัดเงินที่เคยบอกว่าจะนำไปใช้ทำสวัสดิการ อุดหนุนการเกษตร เมื่อก้อนเค้กแห่งทรัพยากรของซีเรียหดเล็กลงแต่กลับไม่ถูกแบ่งปันไปยังประชาชน ความไม่พ่อใจต่อผู้ปกครองจึงเกิดขึ้น กรณีของซีเรียกลายเป็นตัวอย่างสำคัญ ที่มักถูกยกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเข้าไปมีส่วนเป็นตัวแสดงที่สำคัญในความขัดแย้งในโลกสมัยใหม่  
เหมือนกับอีกกรณีคือความขัดแย้งในเขตดาร์ฟูร์ ดินแดนทางด้านตะวันตกของประเทศซูดาน ที่นำมาสู่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ครั้งแรกในทศวรรษทที่ 20 กองทัพปลดปล่อยซูดาน (Sudan Liberation Army หรือ SLA) และขบวนการเรียกร้องความเสมอภาคและความยุติธรรม (Justice and Equality Movement หรือ JEM)  ที่ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลกลาง จบลงด้วยการปราบปรามอันโหดร้ายจาก “ฝ่ายรัฐ”
เมื่อสืบค้นต้นตอปัญหานั้นมาจาก สองกลุ่มคือชาวแอฟริกันพื้นถิ่นหลากหลายชนเผ่าที่ประกอบเกษตรกรรมเป็นหลัก และกลุ่มชาวอาหรับที่ส่วนใหญ่ยึดการทำปศุสัตว์แบบเร่ร่อน เป็นวิถีมาตั้งแต่โบราณที่สองกลุ่มอยู่รวมกันอย่างสบประโยชน์ ชาวอาหรับสามารถเอาสัตว์ของพวกเขาเข้าไปในพื้นที่การเกษตรได้ และชาวแอฟริกันก็ได้ประโยชน์มูลสัตว์ที่เป็นปุ๋ยชั้นดี
 รายงานของ United Nations Environment Programme ที่ชี้ว่าภาวะโลกร้อนที่ทำให้ทรัพยากรในพื้นที่เริ่มมีจำกัดลงเป็นตัวเร่งความขัดแย้งในความขัดแย้งครั้งนี้ ภัยแห้งที่มาติดๆกันบ่อยครั้ง ริมาณน้ำฝนลดลงร้อยละ 16-40 ผลผลิตการเกษตรตกต่ำอย่างหนัก ทะเลทรายซาฮาราขยายตัวกินพื้นที่การเกษตรเป็นพื้นที่หลายสิบไมล์ ชาวแอฟริกันเริ่มกั้นที่เดินของพวกเขาไม่ให้ชาวอาหรับนำสัตว์เข้ามา จนนำมาสู่การแย้งชิงที่ดินกันลุกลามมาเป็นสงครามระดับชาติที่เกินเวลายาวนาน เพรารัฐบาลถูกมองว่าไปเข้าข้างชาวอาหรับ ที่เป็นผู้อิทธิพลทางการเมืองอยู่ก่อนแล้ว จนเกิดการก่อกบฏรัฐบาลมาหลายรอบ จบลงด้วย 200,000 กว่าชีวิตถูกฆ่าในดาร์ฟูร์ และส่งผลให้ 2.2 ล้านคนต่อไร้ที่อาศัย ส่วนมากมาจากการปราบปรามของรัฐ
จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศไม่ได้เพิ่มถูกมองว่าเป็นตัวแปรให้เกิดความขัดแย้ง บทความ Are we on the road to civilization collapse เขียนโดยนักวิชาการใน the Centre for the Study of Existential Risk  ที่ศึกษาความเสี่ยงต่างๆที่โลกกำลังเผชิญ ระบุว่า การเปลี่ยนของแปลงสภาพอากาศ เคยเป็นปัจจัยที่ให้อารยธรรมในอดีตล่มสลายมาแล้ว อย่างอาณาจักรโรมันที่เกิดภัยแล้งและความขัดแย้งภายในทำให้ถูกพิชิตโดยง่าย

เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับความขัดแย้งของโลกนั้น ยังเป็นเพียงมุมหนึ่งในการมองความขัดแย้งเท่านั้น ยังมีความเห็นอีกหลายส่วนที่ออกมาแย้งว่า ไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักพอที่จะตัดสินว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนั้นส่งผลให้เกิดความขัดแย้งโดยตรงต่อวิกฤตความรุนแรงครั้งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะกรณีในซีเรีย หรือหากการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวข้องโดยตรงก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ท่ามกลางปัจจัยอื่น ๆ มากมายที่เข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World