มารู้จัก “ผู้ลี้ภัย”จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ climate change refugee


การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะนำเราไปสู่วิกฤตผู้ลี้ภัยที่รุนแรง ยิ่งคนในพื้นที่ยากจน ที่มีความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ต่ำ จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบที่สุด และส่วนหนึ่งต้องทนทุกข์กับผลกระทบของมันแล้ว” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) เคยกล่าวไว้ในปี  2016

‘Climates Change Refugee’ หรือว่า ‘ผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว’ เป็นคำที่ถูกบัญญัติขึ้นเมื่อไม่นานนี้เอง  มีการคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 1995 จนมาถึงปี 2015 มีกว่า 6 แสนคนเสียชีวิต ราว 4.1 ล้านคน ได้รับบาดเจ็บหรือต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยจากภัยน้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน จากสภาพภูมิอากาศที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว หรือปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

‘Climates Change Refugee’ ถูกให้ความหมายถึง ผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้มาจากภัยสงครามหรือความยากจน แต่ต้องเคลื่อนย้ายถิ่นอาศัยเนื่องจากผลกระทบรูปแบบต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ ในยุคสมัยที่การกระทำของมนุษย์ส่งผลโดยตรงสภาพอากาศของโลก จากการทำลายธรรมชาติและการปล่อยมลพิษอย่างก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่มนุษย์เปลี่ยนมาผลิตแบบอุตสาหกรรม ซึ่ง 5 ล่าสุดปีที่ผ่านมามีถึง 4 ปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการวัดแบบทางการมา

 สุดท้ายโลกก็หันมาเล่นงานเอาคืนเราผ่านการคลื่นความร้อน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นกว่าปกติ ผลักดันให้คนหลายล้านต้องออกจากที่อยู่อาศัยเดิมของตน โดยบังคลาเทศเป็นพื้นที่เห็นนี้เรื่องเด่นได้ชัดมากที่สุด จากการที่ตั้งอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำทำให้ต้องเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รวมถึงการหนุนขึ้นมาจากน้ำทะเลที่สูง และมรสุมถล่มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยบังคลาเทศเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรต่อพื้นที่หนาแน่น มาตรการของภาครัฐยังไม่ได้มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชากรต้องเสียบ้านที่อยู่อาศัยกลายเป็นผู้ลี้ภัย
เคยมีการประมาณว่าการ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลภาวะ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในประเทศนี้ 100,000 คน และอีก 55 ล้านคนได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ซึ่งถือว่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ 148.7 ล้านคน ส่วนต้นทุนความเสียหายคิดเป็น 3.7%ของ GDP
มีการประเมินอีกว่า ในปี 2030 ผู้เสียชีวิตในบังกลาเทศจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะเพิ่มเป็น 150,000 คน และมีประชาชนอีก 70 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความอดอยากจากความไม่มั่นคงทางอาหารที่จะเพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศที่เลวร้าย

การเกษตรเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ ที่ทำเกิดภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว แต่ก็เป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในลำดับต้นๆ เมื่อรูปแบบการตกของฟ้าฝนเปลี่ยนไปกะทันหัน ไปจนถึงภัยแล้งเป็นสาเหตุ ทำให้ผลผลิตทางเกษตรเสียหายอย่างมาก หลายพื้นที่จนถึงกลับไม่สามารถทำกานเพาะปลูกได้อีก ยิ่งพื้นที่เกษตรของประเทศยังไม่พัฒนา ที่ไม่ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงจะยิ่งมากตามไปด้วย
งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สำรวจการผู้คนที่แสดงความจำนงขอลี้ภัยมายังสหภาพยุโรป พบว่ามีมากกว่า 350,000 คำขอต่อปี จาก 103 ประเทศทั่วโลก นำมาจำแนกตามประวัติสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ เพื่อหาความแปรปรวนของสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ในช่วงตั้งแต่ 2000-2014 สิ่งที่งานศึกษาชิ้นนี้ค้นพบ คือยิ่งประเทศใดอุณหภูมิในพื้นที่เกษตรกรรมแปรปรวนออกจากค่าที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก จะมีจำนวนผู้ส่งคำขอลี้ภัยมากขึ้นตามมาด้วย และเมื่อคาดการณ์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 จะมีอัตราการขอลี้ภัยเพิ่มขึ้นถึง 200%

ในภาพใหญ่เรื่อง Climates Change Refugee จึงไม่ใช่ปัญหาในระดับเล็กๆ แต่เป็นปัญหาในภาพกว้างระดับโลก ที่จะนำมาสู่คลื่นผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ในอนาคตได้ ถึงขณะในประเทศนิวซีแลนด์มีข้อเสนอจากรัฐมนตรีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสนอให้รัฐบาลออก “วีซ่าด้านมนุษยธรรม” (Humanitarian Visa for ‘Climate Refugees’) ที่สามารถอยู่อาศัยในนิวซีแลนด์ได้ ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มสูงขึ้น ของระดับทะเลในหมู่เกาะแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่พื้นเปราะบางจากการระดับที่สูงขึ้นด้วยภาวะโลกร้อน คาดว่าในอนาคตบางเกาะจะหายไปในจากแผนที่โลก
นอกจากการได้รับจะผลกระทบทางธรรมชาติจาก ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว นำมาสู่ปัญหาการอพยพแล้ว Climate change ยังถูกมองว่าเข้าไปมีส่วนทำเกิดความขัดแย้ง นำมาสู่ปัญหาผู้ลี้ภัยด้วยอย่างในซีเรีย โลกร้อนเกี่ยวอะไรกับสงครามกลางเมือง? ซึ่งจะนำเสนอให้อ่านในบทความต่อไป


อ่านเรื่องเก่าใน Z-World