วิฑูรย์ เลี่ยนจํารูญ : อาหารปลอดสารพิษไม่ใช่แค่เรื่อง ‘เฮลตี้’ แต่คือทางออกใหม่ของโลก

การทำเกษตรปลอดสารพิษ ออกจากจะเป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบผลิตอาหาร ที่จะชี้ชะตาของโลกในอนาคต



George Monbiot คอลัมนิสต์ชื่อดังจาก เดอะการ์เดี้ยนเคยเขียนบทชื่อ “Insectageddon: farming is more catastrophic than climate breakdown” ที่เขาบอกมองว่าภัยจากภาวะโลกร้อนที่เป็นประเด็นกันอยู่ นั้นไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดที่จะคุกคามมนุษย์เรา สำหรับเขาภาวะโลกร้อนถูกจัดอยู่แค่อันดับ 3 แต่มีประเด็นที่อันตรายต่อเรามากกว่านั้นคือ อุตสาหกรรมการประมง และสิ่งที่เรียกว่า “Insectageddon” คือการใช้สารเคมีจำกัดแมลงนั้นเอง

และก่อนหน้านี้ไม่นานมีงานศึกษาของประเทศอังกฤษ ชี้ว่าการที่มนุษย์จะอยู่รอดในโลกที่มีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆได้ เราจะต้องเปลี่ยนการวิธีบริโภคอาหาร โดยลดการบริโภคอาหารจากการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่ใช้พื้นที่ทางการเกษตรจำนวนมาก ไปเบียดบังพื้นที่ป่า ทั้งยังปล่อยสารเคมีจำนวนมากลงในระบบนิเวศ ทำให้การทำเกษตรถูกยกให้เป็นสาเหตุใหญ่อย่างหนึ่งของการปล่อยแก๊ซเรือนกระจกในลำดับใกล้เคียงกับอุตสาหรกรรม

Z-world.in  ชวนพูดคุยกับ วิฑูรย์ เลี่ยนจํารูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ถึงความสำคัญของการทำเกษตรปลอดสารพิษ ที่ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพของร่างกายเรา แต่ยังเพื่อสุขภาพที่ดีของโลกด้วย

ทำใมการทำเกษตรปลอดสารพิษจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำเพื่อตอบสนองต่อกระแสรักสุขภาพ

เกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมีเกิดขึ้นด้วยการมองเห็นปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบด้านสุขภาพ ,ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเศรษฐกิจและรวมไปถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยว เป็นการทำเกษตรกรรมที่ฝืนธรรมชาติ  ที่เน้นการผลิตจำนวนมากๆ อย่างการนำพืชผลมาเป็นอาหารสัตว์เป็นต้น ทำให้ต้องใช้พื้นที่เป็นบริเวณกว้าง นำมาสู่การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพียงเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือโรคระบาดที่มาจากแมลง ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของการผลิตเชิงเดี่ยวแบบนี้ มีหลายครั้งที่พบการแพร่ระบาดของโรคแมลง อย่างที่ไอร์แลนด์สมัยก่อน ปลูกมันฝรั่งเพียงไม่กี่สายพันธุ์ ทำให้เกิดโรคระบาดเป็นจำนวนมาก เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุให้มีการอพยพข้ามไปที่ทวีปอเมริกา ส่วนในไทยก็มีการแพร่ระบาดของ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เดิมมันมีอยู่แล้วตามธรรม แต่มันมีเพิ่มมาอีกจากการเร่งการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
ปัญหาแบบนี้เป็นที่มาของการเอายาฆ่าแมลงมาฉีดพ่นเพื่อต้องการจะทำลายแมลงศัตรูพืชพวกนี้ แต่กลับกลายเป็นการทำลายระบบนิเวศไปพร้อมกันด้วย ในรอบ 3 ถึง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาเราใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่เราก็พบว่าแมลงกลับยิ่งระบาดหนักขึ้นไปอีก

ใครได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้?

แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มี 3 กลุ่มหลักๆคือ ผู้ผลิตอาหาร ซึ่งทำให้เกษตรกรรายย่อยถูกผลักออกไปจากระบบ ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เมื่อความหลากหลายหายไปเราก็จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่มาจากบริษัท โดยผลักดันกฎหมายให้ตัวเองสามารถผูกขาดสิทธิบัตรในเมล็ดพันธ์ได้ อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ผลิตสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรซึ่งในไทย 3 กลุ่มนี้เป็นพวกเดียวกัน


ถ้าการผลิตอาหารแบบนี้ยังคงดำเนินอยู่จะเกิดอะไรขึ้นบนโลก?

แน่นอนคือเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจะเห็นได้ว่าสารเคมีบางชนิดที่เราใช้กำจัดแมลงและวัชพืช ยังคงตกค้างอยู่ในดินอย่างยาวนาน อย่างเช่นสารDDT ที่ถูกแบนมานานหลายสิบปีมาแล้ว แต่ตอนนี้เราก็ยังพบมันปนเปือนอยู่ในน้ำและดิน ในพื้นที่ขั้วโลกไปจนถึงปนอยู่ในน้ำนมแม่ แม้กระทั่งในอาหารก็ยังคงเหลืออยู่ หรืออย่างสารพาราควอตที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ก็จะถูกตรึงอยู่ในดิน มันไม่ได้หายไปเมื่อเราหยุดใช้
ในไทยงานศึกษาของคณะเภสัชฯจุฬาพบว่าพื้นที่ที่เราใช้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างภาคเหนือ พบสัตว์น้ำมีสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน จากการทำวิจัยของเราใน 3 จังหวัดตัวอย่าง พบว่าเด็กทารกเกือบครึ่งหนึ่งมีสารคลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) ตกค้างอยู่ในร่างกาย โดยผ่านทางแม่มา
ลองคิดดูว่าสารเคมีพวกนี้จะมีผลอะไรต่อไปในอนาคต เด็กในโลกจะโตมายังไงในเมื่อมีสารพิษอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องกับชีวิตของมนุษย์ในอนาคต โดยเราไม่อาจทราบได้ทั้งหมด มีบางเรื่องที่เราทราบแล้วตอนนี้ คือคนเป็นหมันมากขึ้น มีการพบสิ่งผิดปกติในร่างกายมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ เด็กหลายคนยังไม่ทันเติบโตก็เป็นมะเร็งแล้ว
นี่คือสัญญาณหายนะของมนุษย์ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงระบบเกษตรกรรมที่เราเป็นอยู่ มันจะทำลายเผ่าพันธุ์เราในอนาคต

ในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากรถึง 1 หมื่นล้านคน การเปลี่ยนรูปแบบการผลิตอาหารจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่สูงขึ้นได้หรือไม่?

งานศึกษาทั่วโลก พบว่าเกษตรกรรมที่มีอยู่บนโลกปัจจุบัน สามารถผลิตอาหารได้เกินกว่าความต้องการ ของมนุษย์ประมาณ 50%
และยังมีที่ค้นพบอีกว่าในประเทศอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตการเกษตรเยอะๆอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงไปสู่เกษตรอินทรีย์ อาจทำให้ผลผลิตลดลงเล็กน้อย แต่ในประเทศกำลังพัฒนาปรากฏว่าการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรที่เขาทำอยู่ปัจจุบัน จะทำให้เพิ่มผลผลิตได้อย่างมาก เพราะผลผลิตทางการเกษตรในประเทศที่กำลังพัฒนา มักจะอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ในประเทศไทยก็เช่นกัน จากประสบการณ์ในทางปฏิบัติของเราที่เราได้ทำงานกับชาวนาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผลผลิตจากแปลงอินทรีย์สามารถสู้กับผลผลิตจากแปลงแบบเดิมได้ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่นับต้นทุนที่ต่ำกว่า
เพราะฉะนั้นมันเป็นแค่วาทกรรมที่บอกว่าถ้าเราทำเกษตรอินทรีย์ แล้วจะไม่สามารถสู้กับแบบเดิมได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์จะไปกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่
สวนชีววิถี Growing diversity พื้นที่สื่อสารประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาด้านการกินการเลือกอาหารของคนเมือง การเข้าถึงอาหารดี ปลอดสารเคมี ดำเนินการโดยมูลนิธิชีววิถี

ช่วยยกตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์

ตอนนี้ในยุโรปประเทศสำคัญๆ เปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์แล้วโดยเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตร อย่างในอิตาลี เดนมาร์กหรือสวีเดนเป็นต้น พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของเขาเกิน 10 เปอร์เซ็นต์แล้ว และบางประเทศตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนให้เป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด อัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงจะเร็วขึ้นเร็วขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ผ่านการผลิตแบบเชิงเดี่ยวมามาก เพราะปัญหาของระบบอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบันมีสารเคมีตกค้าง ผลกระทบสุขภาพหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ทำให้โลกไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสนับสนุนเกษตรที่ยั่งยืน ยังไงก็ต้องเปลี่ยนเพราะมันทำร้ายโลกมามากแล้ว

ในไทยปัญหาของการเปลี่ยนแปลงอยู่ตรงไหน?

หลักใหญ่ของปัญหาคือนโยบาย, โครงสร้าง รวมถึงวิธีคิดของรัฐไทย เมื่อดูหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรหรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะเห็นได้ว่าถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวทั้งหมด เกษตรกรอินทรีย์จึงเป็นไปได้ยากภายใต้โครงสร้างแบบนี้ ถ้าคุณปลูกข้าวโพดก็จะมีเงินอุดหนุนให้ มีการปล่อยกู้ให้ บางทีก็มีเงินให้เปล่า ต่างกับเกษตรอินทรีย์ที่เป็นโครงการแบบโฆษณาชวนเชื่อ เกษตรอินทรีย์ในไทยเกิดขึ้นได้จากภาคประชาชน อย่างขบวนการเกษตรกรหรือขบวนการผู้บริโภคที่ช่วยกันผลักดัน
ผมประเมินว่าการทำเกษตรเชิงนิเวศอาจจะเกิน 1 ล้านไร่แล้วในปัจจุบัน เฉพาะเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐาน ตอนนี้ มีมากกว่า 3 แสนไร่ และยังมีเกษตรกรรมรูปแบบอื่นอีก  บวกกับกระแสของชนชั้นกลางที่อินกับเรื่องการปลูกผักอินทรีย์ ในช่วง 5 ปี 10 ปีมานี้ มีกระแสใส่ใจด้านสุขภาพกันเยอะ ผมมองว่าเป็นเรื่องดีนะ ที่ว่ามันจะเป็นการจุดประกายได้ จริงๆการปลูกเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่มาจาก เกษตรรายย่อยที่เป็นชาวบ้าน
หลายคนวิจารณ์ว่าระบบเกษตรอินทรีย์ไม่สามารถอยู่ได้หากไม่ถูกสนับสนุนจากบางกลุ่ม แต่ผมมองกลับกัน มองดูดีๆแล้ว ระบบเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวในปัจจุบันต่างหากที่ถูกสนับสนุนโดยรัฐและทุนในรูปแบบต่างๆ ถ้าเราเปิดอิสรภาพทางการเกษตรอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเกษตรทางเลือกจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง
ผมว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นไปเรื่อยๆเพราะดูจากหายนะที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้เร็วสุด คือการที่มนุษย์ได้ประสบพบเจอและได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

อ่านเรื่องเก่าใน Z-World