ฝันร้ายคนโสด

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.detectteam.com 


การตัดสินใจเลือก (หรือจำเป็นต้องเลือก) ที่จะครองตนเป็นโสด ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความรู้สึกของของปัจเจกบุคคลแต่ละคน การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกับชีวิตรักของเราเท่านั้น แต่ยังมีผลกับโครงสร้างประชากรของประเทศด้วย  เมื่อคนวัยทำงานเลือกจะอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้นหรือแต่งงานในอายุที่มากขึ้น ทำให้มีผลที่จะนำไปสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากมีอัตราการเกิดที่ลดลง

ดังนั้นเมื่อเลือกที่จะเป็นคนโสด ในอนาคตจึงต้องรับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพที่จะตามมาทั้งจากชีวิตอันโดดเดียวไม่มีใครมาดูแลและการต้องเข้าใช้ระบบสาธารณสุขของประเทศที่ต้องรองรับผู้ป่วยสูงอายุที่เพิ่มสูง

เลือกจะอยู่คนเดียว ในสังคมสูงอายุ
งานวิจัยเรื่อง “ทางเลือกชีวิตที่นำไปสู่ความเจ็บป่วยของผู้หญิงโสดภายใต้ ‘เปลือก’ ของภาวะสมัยใหม่” ศึกษาจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้หญิงโสดที่ไม่เคยเข้าพิธีแต่งงานอายุระหว่าง 30-50 ปี จำนวน 45 คน ที่พักอาศัยในกรุงเทพ พบว่า การครองโสดและการใช้ชีวิตแบบคนโสดในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่ทางเดินที่ถูกกำหนด หรือควบคุมโดยสังคมอีกเหมือนดังเดิมต่อไป แต่เปลี่ยนไปสู่ ‘ทางเลือก’ ที่ผู้หญิงโสดเองมีสิทธิคิด ตีความ ต่อรอง และตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองภายใต้ทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่

ข้อมูลจากหลายแห่งยืนยันตรงกันว่าการอยู่เป็นโสดของคนไทย ทั้งชายและหญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานแล้ว เช่นเดียวกันประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ การที่ประเทศมีคนโสดจำนวนมากนั้นจะทำให้มีอัตราการเกิดลดลงตามไปด้วย ซึ่งผลที่ตามมาโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น วัยทำงานและเด็กลดลง กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญ

ข้อมูล จากรายงาน Revision of World population prospects ของ องค์กรสหประชาชาติ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยคาดการณ์ว่าในก่อนปี ค.ศ. 2030 ประชากรวัยทำงานลดลงเหลือน้อยกว่า 70% และจะลดลงเหลือน้อยกว่า 60% ใน 2050 และรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุ ในปี 2558 เผยว่าสังคมไทยจะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวในปีพ.ศ. 2564 ที่จะมีผู้สูงอายุคิดเป็น  20% และปี พ.ศ. 2574 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุในประเทศสูงถึง 28%

เมื่อการโสดเป็นทางเลือกของชีวิตมากขึ้น ยิ่งเราเลือกจะอยู่ตัวคนเดียวในประเทศนี้ เมื่ออายุมากขึ้นต้องเผชิญกับอะไร? เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือการเข้าใช้บริการสาธารณะสุขที่เพิ่มมากขึ้น ตามสถิติการเข้าใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะเห็นได้ว่าคนที่อายุ 70 ปีขึ้นเข้าโรงพยาบาลมากกว่าคนวัยทำงานถึงกว่า 2 เท่า ดังนั้นเมื่อผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยมีมากขึ้น โรงพยาบาลจะต้องรักษาผู้ป่วยบ่อยครั้งขึ้นด้วย


ภาพโรงพยาบาลของรัฐที่หนาแน่นเต็มไปด้วยผู้ป่วยที่พบเห็นในปัจจุบันนั้น จะยิ่งมีความหนาแน่นมากขึ้นไปอีกในอนาคต  ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ จากการสำรวจพบว่าแพทย์ทำงานถึง 90-120 ชั่วโมง แต่กลับใช้เวลาในการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกเพียงคนละ 2-4 นาทีเท่านั้น หากความต้องการทางการแพทย์ของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว การหวังพึ่งระบบสาธารณะสุขของรัฐก็จะยิ่งลำบาก นอกจากคุณจะเป็นคนโสดที่ร่ำรวยพอที่จะจ่ายค่ารักษาที่แสนแพงของโรงพยาบาลเอกชนได้

ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ต้องเผชิญภาวะสังคมสูงวัยนั้น มีการเตรียมตัวทางด้านสุขภาพเพื่อรับสังคมผู้สูงวัยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ทั้งการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณะสุข การสร้างความรู้ความเข้าใจกับพลเมือง ซึ่งต่างกับไทยเราที่ยังไม่มีการเตรียมการอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นช่องทางของบริษัทประกันหลายแห่ง ซึ่งต่างผลิตและคลอดโปรโมชั่นด้านสุขภาพของผู้สูงวัยออกมาอย่างมากมาย

โสดตอนนี้ปัญหาตอนแก่ โรคภัยที่ต้องพบ
คนโสดนั้นมีแนวโน้มพบกับปัญหาด้านสุขภาพโดยตรงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เนื่องจากไม่มีผู้ช่วยเหลือดูแล ในรายของคนโสดที่ช่วยตัวเองไม่ได้จะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ ในแวดวงวิชาการและสาธารณสุขมีงานศึกษาเรื่องสถานภาพการมีคู่ครองที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพ ทั้งในมุมมองความโสดกับแง่บวกต่อสุขภาพ และความโสดกับแง่ลบต่อสุขภาพ

จากข้อมูลจากศูนย์สถิติสาธารณสุขแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา มีรายงานข้อมูลการสำรวจด้านสุขภาพของผู้ที่มีคู่ครองและผู้ที่อยู่เป็นโสด จำนวน 127,545 คน พบว่า พบว่าผู้ที่มีคู่ครองจะมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนโสดหรือคนที่หย่าร้าง โดยผู้ที่มีคู่ครองจะมีอาการปวดหลัง ปวดศีรษะและความเครียดน้อยกว่าคนโสด นอกจากนั้นคนโสดยังมีแนวโน้มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่มากกว่าคนที่มีคู่อีกด้วย

ด้านการเกิดภาวะโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินปกตินั้น การมีคู่ครองไม่ได้ทำให้ปัญหาการเกิดภาวะโรคอ้วนลดลง กล่าวคือ ผู้ชายที่มีคู่ครอง 70.6% จะมีปัญหาภาวะโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายโสด ส่วนผู้หญิงที่มีคู่ครอง 48.6% จะมีปัญหาภาวะโรคอ้วนใกล้เคียงกับผู้หญิงโสด กล่าวคือ ผู้หญิงโสด 48.5% จะมีปัญหาภาวะโรคอ้วนและในจำนวนนี้จะพบว่าผู้หญิงที่เป็นหม้ายจะเป็นผู้มีปัญหาภาวะโรคอ้วนมากที่สุด


ในปี 2006 มีงานวิจัยทางการแพทย์ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology and Community Health ทำการศึกษาชาวเดนมาร์ก 138,000 คน อายุระหว่าง 30-69 ปี พบว่าคนที่อยู่คนเดียวมีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจร้ายแรงมากกว่าคนที่อยู่กับคู่ชีวิตถึง 2 เท่า โดยแนวโน้มความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามอายุที่สูงขึ้นไปด้วย


นอกจากนี้เมื่อปี 2010 งานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริกแฮม ยัง (Brigham Young University) ที่ได้ทำการสำรวจข้อมูลประชากรอเมริกัน 3 แสนกว่าคน พบข้อมูลว่าการดำรงชีวิตโดยมีแรงสนับสนุนจากครอบครัว มิตรสหาย และเพื่อนบ้าน ทำให้เรามีสุขภาพดีในช่วงวัยชราเพิ่มขึ้นถึง 50% ส่วนการแยกตัวโดดเดี่ยวเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่ากับการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน และร้ายแรงกว่าโรคอ้วนถึง 2 เท่า

สุขภาพของเหล่าคนที่มีคู่ครองโดยภาพรวมแล้วมีแนวโน้มไปในทางที่ดีกว่าคนที่โสด ซึ่งมีความเป็นไปได้ในสองทางด้วยกันที่ยังถกเถียงกันอยู่ คือผู้ที่มีคู่ครองแล้วจะได้รับการดูแลรักษาสุขภาพจากคู่ครองแบบไม่รู้ตัว รวมทั้งมีคู่ชีวิตเป็นผู้คอยให้กำลังใจจึงทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยข้อมูลยังเผยอีกว่าผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงมักจะมีคู่ครอง ต่างจากผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีที่มักจะไร้คู่ครอง

การเลือกครองตนเป็นโสดของหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ เป็นสิ่งที่หลายประเทศให้ความสำคัญกันมากขึ้น หลายประเทศมีการออกกฎหมายให้สังคมรองรับการใช้ชีวิตโสดมากขึ้น อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยทำให้ดำรงชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ดีมากขึ้น

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มปรับตัว ทำให้การเลือกเป็นโสดอาจไม่ใช่ดิสโทเปียอีกต่อไป

อ่านเรื่องเก่าใน Z-World