คุยกับ 'ครูจุ๊ย' ว่าด้วย(ใน)อนาคตใหม่ ทักษะอะไรที่จะหายไป?


คุยกับนักการศึกษาสุดเปรี้ยวแห่งยุค ว่าด้วยอนาคตใหม่ทักษะอะไรที่จะหายไป? เรียน-อ่าน-เขียนแบบไหนจะมาทดแทน?
ด้วยความสงสัยว่าหน้าตาของการศึกษาในอนาคตกาลไกล ยุคอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสูงสุดจะเป็นเช่นไร การคัดลายมือ พิมพ์ดีด ยังตอบโจทย์อยู่ไหม ทักษะอะไรที่จะไม่ถูกใช้ สกิลไหนที่เด็กเจเนอเรชั่นใหม่ต้องสร้างมาทดแทน รวมถึงเรื่องภายในอย่างจิตสำนึกสาธารณะยังต้องบอกต้องสอนกันอีกหรือไม่?
'ครูจุ๊ย' หรือ 'อ.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ' อาจารย์พิเศษและนักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ปีนี้เธอมาพร้อมอีกบทบาทในฐานะสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ พรรคการเมืองที่กำลังถูกจับตาจากสังคม กระทั่งผลงานเขียนล่าสุดของเธอ ไม่มีอะไรในเกาหลีเหนือ และคงจะมีอะไรอื่นตามมาอีกมากมาย เธอผู้นี้เป็นอีกคนที่เราอยากชวนมาคุย เพื่อถกปัญหา ชวนครวญใคร่ ไขคำตอบให้ทางเลือกชีวิตวันข้างหน้า
เรานัดเธอไว้ที่ร้านกาแฟแถวบ้าน ย่านเขตนนทบุรี ในโมงยามบ่ายคล้อย เข็มนาฬิกาหมุนวนไป เครื่องบันทึกเสียงเริ่มทำงาน บทสนทนาค่อย ๆ ประเดประดังพรั่งพรู บางครั้งน้ำเสียงเหมือนเพื่อนเล่าซุบซิบเรื่องเม้าธ์เมามันส์ บางทีเรารู้สึกเหมือนนั่งฟังเลคเชอร์ความในใจจากคุณครูรุ่นใหม่ที่ต้องปะทะแนวคิดโลกเก่า
(อนึ่งบทสัมภาษณ์นี้สัมภาษณ์ในช่วงเดือน ธ.ค. 2560)
เล่าให้ฟังหน่อย แรกเริ่มถึงตอนนี้การศึกษาของโลกอยู่ในยุคไหนและถูกนำมาใช้อย่างไรบ้าง?
ให้ย้อนตั้งแต่แรก ถ้าเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์จะแบ่งตามจุดประสงค์ของแต่ละยุค ยุคแรกมนุษย์ถ้ำศึกษาเพื่อเอาตัวรอดและดำรงเผ่าพันธุ์ในชุมชนเล็ก ๆ ร่วมกัน ทักษะมีแค่ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้ได้ เป็นสุข-ไม่ตีกัน ทักษะการจัดการที่อยู่อาศัย ล่าสัตว์ มีการบันทึกไว้คร่าว ๆ ในผนังถ้ำ ต่อมาพอเราสร้างอารยธรรมที่ซับซ้อนได้เริ่มมีชนชั้นมากขึ้นการศึกษาเข้ามามีบทบาทในการแบ่งชนชั้น อย่างชนชั้นบนก็จะได้รับทักษะในการปกครองผู้อื่น ดังนั้นทักษะก็จะเริ่มเฉพาะทางและเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ทีนี้การศึกษายุคแรก ๆ เลย ถูกจำกัดเฉพาะคนที่จะมีส่วนในการปกครองประเทศ ในยุคต่อมาข้ามไปไกล ๆ ศตวรรษที่ 15 อารยธรรมโบราณเริ่มมีพัฒนาการเรียนการสอนให้คล้ายโรงเรียนมากขึ้น เริ่มมีคุณครูที่จากสอนแค่ในราชสำนักให้ชนชนชั้นสูง แต่จะเริ่มมีอาศรมสำนักต่าง ๆ นานา เริ่มมีความเป็นโรงเรียนมากขึ้น
ถัดมาโรงเรียนที่เป็นแบบปัจจุบัน จะแบ่งหน้าที่ แบ่งเวลาชัดเจน มันมาเพื่อตอบสนองรัฐ เมื่อรัฐมีข้อความหรือแมสเซสบางอย่างที่ต้องการบอกประชาชนให้เข้าถึงรัฐ และให้ปฏิบัติตาม บวกกับกระแสทุนนิยมที่เข้ามาพอดี มันเลยเกิดลักษณะโรงเรียนแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน ก็คือทุกคนเรียนในแบบโมเดลเดียวกันผลิตมันออกมา และตอบโจทย์รัฐพอดี ในการผลิตซ้ำความคิดต่าง ๆ ให้กับประชาชนรับไปได้
อีกยุคนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาสู่มนุษย์โลก ในยุคแรก ๆ มันอาจจะไมได้มีอิทธิพลมาก หรือเรายังไม่รู้ว่าอิมแพ็คมาก แต่พอเรารู้ว่าการเรียนรู้โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหนึ่งได้แล้ว เราก็เลยอยู่ในยุคที่ความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว เป็นยุคเปลี่ยนผ่านอะไรบางอย่าง ที่กำลังเห็นว่าความรู้ไม่ได้มีเจ้าของหรือเป็นของใครอีกต่อไป ความสำคัญของสถาบันการศึกษาในระดับสูงต่าง ๆ ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะยังสำคัญในระดับเดิมอีกหรือเปล่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนการศึกษาค่อนข้างการันตี ถ้าจบจากที่นี่เหมือนมี QC Stamp ในโรงงานว่าคุณมีทักษะความสามารถพอต่องานนั้น แต่พอยุคอินเทอร์เน็ตเข้ามาคนสามารถศึกษาหาความรู้ได้มากขึ้น ไม่แน่ใจว่าระบบประกันคุณภาพแบบนั้น มันจะยังประโยชน์หรือเปล่า คนเราสามารถพัฒนาข้อพิสูจน์อะไรบางอย่างได้จากการแสวงหาความรู้เอง
เราได้ยิน 21st century มาเยอะมาก แล้วมันถูกวางไว้ว่าเป็นสกิลเป็นทักษะ ซึ่งทุกวันนี้มันอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่ก็ได้ สิ่งที่เด็กต้องมีคือกระบวนการ ค้นคว้าหาความรู้ กลั่นกรอง จัดระเบียบและต่อยอดพัฒนาความรู้ต่างหาก มันไม่ใช่แบบอยากเรียนเรื่องนี้ต้องไปเรียนกับคนนี้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นกระบวนการต่างหากคือสิ่งที่ไม่จำเป็น
แล้วสิ่งที่ขาดหายไปและอะไรที่ไม่จำเป็น?
อย่างเรื่องพิมพ์ดีดที่พูด ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ฟินแลนด์เองก็มีข้อถกเถียงไปว่า ยังต้องสอนคัดลายมือเป็นวิชาอีกไหม คือเขามองว่าเอาเวลาพวกนั้นมาสอนพวก Digital literacy ดีกว่าไหม เพราะคัดลายมือไม่จำเป็นอีกต่อไป
ส่วนตัวคิดว่าสกิลแบบคัดลายมือมันไม่น่าจะหายไป แค่ถูกลดความสำคัญลง เราอาจจะไม่สอนวิชาคัดลายมือในแบบที่ทุกคนต้องเรียน แต่มันก็กลายสภาพเป็นวิชาเลือก เป็นกิจกรรมนอกห้องเรียน อย่าลืมว่าการศึกษาในอนาคตเป็นการศึกษาที่ทุกคนเลือกได้ว่า หากต้องเรียนแล้ว สามารถเลือกเรียนได้ เอาจริง ๆ ถ้าพัฒนาให้เป็นชุดทักษะเฉพาะมันก็เป็นได้ ต้องขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำด้วย ว่ารู้สึกอย่างไร เขาจะออกแบบอย่างไร อย่างเอาจริงการคัดลายมือมันก็ทำเป็นอาชีพนะ เพียงแต่รัฐเองจะมีพื้นที่รองรับเขาหรือเปล่า?



ความยากของการศึกษาในยุคเปลี่ยนผ่าน ?
เรารับแต่ความรู้แทบไม่เคยได้เรียนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ใด ๆ เลย เรารับมาแล้วเราทำข้อสอบจบ เราถูกสอนมาแบบนี้ แต่ในปัจจุบันวิธีนี้กำลังจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย และไม่มีประโยชน์มากขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว ความยากของครูยุคนี้คือต้องต่อสู้กับวิธีการเรียนการสอน ที่เรายังไม่รู้ว่าเด็กที่เติบโตไปจะเผชิญกับอะไรบ้าง มันไม่ได้อยู่ที่ครูอย่างเดียว แต่อยู่ไปทั้งระบบนิเวศของการศึกษาเลย ที่จะต้องปรับตัว ทั้งระบบโครงสร้าง ทั้งผู้บริหารโรงเรียนและตัวครูที่ต้องทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของการเรียนรู้ของเด็กและนำมาปรับใช้
จุดดีจุดด้อยของยุคก่อนกับยุคปัจจุบันนี้?
ในยุคจุ๊ย ส่วนตัวเราสามารถอดทนกับอะไรที่ยืดยาวได้ คือเด็กยุคนี้โตมากับอินเทอร์เน็ต ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานามันเร็ว ในยุคเก่า คนจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้ยาวนานกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เช่นเดียวกัน ขณะที่เด็กยุคใหม่เขาก็ไม่รู้สึกว่าต้องมาอดทน และเขาก็มีทางเลือกต่าง ๆ มากมายก่ายกอง เข้าถึงสิ่งอื่น ๆ ได้มาก เขาอาจจะเป็นเจนใหม่ที่สนใจแต่ตัวเอง เรื่องราวของตัวเอง เป้าหมายของชีวิตคือการค้นหาตัวเอง ต้องออกสู่โลกกว้างและเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด อะไรแบบนี้ มันก็อาจจะเหมาะกับคนยุคนี้ บริบทนี้คุณต้องหาตัวเองให้เจอ ต้องหาทักษะตัวเองให้เจอ แต่ก็ทำให้เด็ก ๆ ยุคนี้เป็นตัวของตัวเองมากมาย จนทำให้เขาอาจจะสื่อสารในความเป็นตัวเองมากเกินไป
เด็กยุคใหม่ต้องการอะไรจากครู?
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สิ่งที่เด็กอยากได้คือพื้นที่ความปลอดภัยในการเรียนรู้ วัฒนธรรมเราไม่ค่อยทำให้เกิดพื้นที่นี้ในห้องเรียนมากนัก และก็ยังเป็นปัญหาอยู่ มันต้องทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ว่า ความรู้ต้องเป็นแบบนี้ กระบวนการค้นหาต่าง ๆ ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเกิดตั้งแต่แรก ๆ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เช่นคุณครูสั่งมาฉันก็ทำไป และฉันก็จะปลอดภัยถ้าทำตามครู จุ๊ยเชื่อว่าเด็กยุคนี้ยังต้องการพื้นที่แบบนี้อยู่แล้วก็ต้องการครูที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา ที่ทุกอย่างมันเร็ว เร็วกว่ายุคเราเยอะเลย
ครูยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ไหม?         
ในวัฒนธรรมไทยหรือที่อื่น ๆ ครูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว เพราะการศึกษาหลายส่วนถูกพัฒนามาจากศาสนาซึ่งเป็นแกนกลางของสังคม เราก็ยังมีโรงเรียนที่มีศาสนาเป็นแกนกลางของโรงเรียน ในรากของวัฒนธรรมแล้วครูนั้นศักดิ์สิทธิ์
แต่ถ้าคุณครูศักดิ์สิทธิ์จนนักเรียนแตะต้องไม่ได้ขนาดนี้แล้ว กระบวนการเรียนรู้ก็จะไม่เกิดขึ้น มันก็วนไปที่คำตอบเมื่อกี๊ว่า เด็กอยากได้อะไร เรายังเชื่อว่า คุณครูเป็นสิ่งที่น่าเคารพได้ และความเคารพไม่จำเป็นต้องมาจากความกลัว
ห้องเรียนในความหมายของครูจุ๊ยควรประกอบด้วยอะไรบ้าง?
มีห้องเรียน มีครู มีนักเรียน ปกติ แต่มันต้องมีระบบนิเวศ ที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ด้วย คือระบบการศึกษา ผู้บริหารที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ และช่วยร่วมมือกับคุณครูเพื่อสร้างห้องเรียนที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ ที่เด็กเขาจะไม่กลัว ที่เด็กเขาจะเปิดกว้างได้เต็มที่ และเป็นพื้นที่ที่เด็กจะกล้าลองผิดลองถูกหากไม่มีแบบนั้น ในอนาคตพอเขาออกจากโรงเรียนไปแล้ว เขาจะลองผิดลองถูกในระบบการทำงานลำบาก เพราะมันไม่ใช่สนามเด็กเล่นให้ลองผิดลองถูกแล้ว ห้องเรียนมันควรจะเป็นสิ่งนั้น เขาควรจะได้เรียนรู้ว่าฉันชอบอะไรฉันไม่ชอบอะไร ฉันถนัดอะไร ฉันไม่ถนัดอะไร การทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คุณครูแต่ผู้บริหารก็เป็นปัจจัยหลักเหมือนกัน
สมมติในห้องเรียนไทย ครูอยากลองจัดห้องเรียนใหม่ เอาโต๊ะออกไปทั้งหมดเลย ชั่วโมงนี้ฉันอยากลองเรียนแบบนี้ จัดกิจกรรม แค่นี้คุณครูผู้ใหญ่ก็เพ่งเล็งแล้วเนี่ย มันสะท้อนว่ามันไม่ได้มีแค่คุณครูมันยังมีระบบนิเวศภายนอกอีกที่จะต้องทำและช่วยให้คุณครูทำสิ่งนี้ได้



ทุกวันนี้ วิชาที่เราเรียนมันตอบโจทย์ไหม?
วิชาอาจจะยังตอบโจทย์อยู่ แต่วิธีเรียนอาจจะไม่ตอบโจทย์แล้ว เล่าของฟินแลนด์ดีกว่า วิชาสังคม แน่นอนว่ามันต้องมีส่วนของวิชาความรู้แหละ เรียนเป็นข้อมูลแหละ แต่กับเรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถเรียนเป็นข้อมูลความรู้ได้เพียงอย่างเดียว ฟินแลนด์มีสตาร์ทอัพชื่อ Me and my City เขาสร้างเมืองจำลองขึ้นมา มีทุกฝ่ายเลย มีเทศบาล มีผู้ว่าราชการจังหวัด มีร้านค้า ธนาคาร สรรพากร เสร็จแล้วให้เด็กเลือกว่าอยากเข้าไปทำบทบาทอะไรในนั้น แล้วก็มีบทบาทให้เด็กเข้าไปทำเช่นอยากทำสตาร์ทอัพ (อันนี้คือเด็ก ม.ต้นนะ) เขาก็จะบอกว่าคุณอยากเป็นสตาร์ทอัพคุณต้องเปิดบริษัท จะทำยังไงคุณก็ต้องไปคุยกับสรรพากร ก็คือเพื่อนคุณนั่นแหละ เขาก็จะมีบทบาทของเขา คุณต้องไปจดทะเบียนบริษัท และต้องไปจดกับเพื่อนคุณอีกคน อะไรแบบนี้ เขาจะรู้หมดเลยว่าแต่ละคนในสังคม มันฟังก์ชั่นอะไร มีหน้าที่อะไร และถามว่าต้องสอบไหม มันอาจจะไม่ต้องสอบแบบกากบาทอีกเลย เพราะเด็กเขาเข้าใจแล้วไง ว่ากระบวนการต่าง ๆ มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
อันนี้ถามว่าเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เราพูดกันอยู่ไหม หน้าที่พลเมือง ก็เรียนนี่ แต่ก็ไม่ได้เรียนด้วยวิธีนี้ไง เราก็เรียนแบบในหนังสือ แล้วก็ ก ข ค ง แล้วก็จบ
จิตสำนึกสาธารณะ ควรสอนอยู่ไหม ?
จิตสำนึกสาธารณะ ต้องเข้าใจก่อนว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คือเราต้องรู้ก่อนว่าเราอยู่ตรงไหนของสังคม วัฒนธรรมเราไม่ได้สอนสิ่งนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่ระบบการศึกษา แต่เป็นระบบทั้งสังคมเลย คือไม่ได้บอกว่าตัวเราคือใคร และมีหน้าที่อะไร เราไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าเราอยู่ตรงไหน และสามารถทำอะไรได้บ้างกับสังคม ในวัฒนธรรมเราที่มีการพูดถึงเรื่องโครงสร้างใหญ่ของสังคม เราเลยชินกับระบบบริจาค เวลาเราบริจาคมันจะคอนเนคชั่นเอกับบีแล้วก็จบ มันไม่ได้บอกว่าเอกับบีเป็นสับเซตอย่างไรในสังคม ไม่เคยไม่มี หรือถ้าทำสิ่งนี้ กระบวนการนี้ ถ้าเลี่ยงภาษีมันชิ่งไปไหนบ้าง ไม่มี เราก็จะไม่รู้สึกว่าไม่ควรทำ เพราะไม่รู้ว่ามันกระทบหรือเปล่า อย่างการแยกขยะเราไม่รู้ว่ามันไปเกิดผลกระทบอะไรบ้าง ไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ถูกสอนในโรงเรียนอย่างจริงจัง แต่เรารู้ประเภทขยะนะ แต่เราไม่รู้กระบวนการหลังจากนั้นเลยว่ามันจะส่งผลกระทบต่อสังคมที่เราอยู่และผลกระทบต่อประเทศ มันมีผลต่อพลังงานในประเทศไหม อะไรแบบนี้ เรื่องนี้ก็เป็นโมเดลกับทุกเรื่อง เราเรียนมาแค่นี้ เรียนมาเพื่อจัดแยกประเภทได้
เรื่องการสอนเชิงการเมือง ถ้าเราเป็นครูสังคมในโรงเรียนที่ค่อนข้างเปิด เราก็อาจจะถกเข้าไปได้ว่า ทำไมประเทศมีกฎหมายสูงสุดของประเทศ อย่างรัฐธรรมนูญแล้วตอนนี้มีรัฐประหาร แล้วปกครองด้วยอะไร ในทางตรงข้ามถ้าเป็นครูในโรงเรียนที่ถูกตรวจสอบบ่อย ๆ ยิ่งครูในระบบการศึกษาไทย ซึ่งคำตอบในการทดสอบแต่ละครั้งมักมีคำตอบเดียว ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็ว่าไป เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้บางโรงเรียนจึงทำได้ บางโรงเรียนจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเลย และมันยังมีการตรวจสอบในสังคมอีก เช่น ถ้าครูคนไหนยกหัวข้อแบบนี้มาพูดในโรงเรียนที่ไม่มีการพูดเลย ครูคนนี้จะถูกจับจ้องไหม คือมันยังมีวัฒนธรรมที่ซ้อนออกมาอีกในสังคมไทย ซึ่งก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากเหลือเกินในประเทศนี้ เทียบกับฟินแลนด์กระทรวงศึกษาฯของฟินแลนด์คือกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมนะเพราะมันคือเรื่องเดียวกัน
พูดถึงเรื่องเทสต์ การทดสอบ ลองรีวิวสถานการณ์ข้อสอบโอเน็ต ให้ฟังหน่อย ?
มันเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ นะ แต่ปัญหาของเมืองไทยคือ คนทำก็คนหนึ่ง คนออกคนหนึ่ง คนใช้คนหนึ่ง และไม่คุยกัน
เมื่อข้อสอบออกมาที่คนใช้ไม่พอใจ วิธีแก้ปัญหาคือออกข้อสอบใหม่มา อันนี้คือปัญหาเชิงโครงสร้างคือจะเห็นว่าเด็กไทยนั้น สอบแล้ว สอบอีก สอบแล้วสอบอีก เพราะข้างบนผู้บริหารไม่พอใจ ว่าสอบแบบนี้มันวัดผลไม่ได้ งั้นทำข้อสอบเอง รับตรงเข้ามาเอง ซึ่งมันก็ต้องมองย้อนกลับไปว่า การสอบมีเพื่ออะไร แล้วมันเป็นไปตามจุดประสงค์หรือเปล่า คือถ้ามันบรรลุผลมันก็คงไม่มีข้อสอบเยอะแยะมากมาย ที่ต้องวัดแล้ววัดอีก ทำไมถึงใช้อันเดียวไม่ได้ ดังนั้นที่ออกข้อสอบมาเยอะแยะก็เพื่อจุดประสงค์อื่นสิ
ระบบข้อสอบของเมืองไทยมันเป็นปัญหาซับซ้อนมาก ๆ เนื่องจากว่า ตัว สทศ. โดนบังคับให้ออกข้อสอบเยอะมาก มีข้อสอบหลายเซ็ตเหลือเกินที่เขาจะต้องออก แล้วถ้าเรียนครุศาสตร์มาจะรู้ว่าการออกข้อสอบเป็นกระบวนการที่โคตรพ่อโคตรแม่ทรมานและยาวนาน กว่าจะเทสต์ ไอเทม ทั้งหลาย กว่าจะเอามาอยู่ในคลัง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นในการออกข้อสอบที่มีคุณภาพ แต่ สทศ. จะต้องออกแล้วออกเล่า ส่วนใหญ่ก็จะเกณฑ์ครูมา
แล้วก็ไม่มีใครอยากอออกด้วยนะ เพราะถ้าออกแล้วมีคำตอบผิด ข้อสอบมีปัญหา ก็โดนยำใหญ่ใครจะอยากมาทำ ค่าตอบแทนก็ไม่ใช่เยอะ ส่วน Gat Pat ก็เป็นอาจารย์มหาลัยฯ ออก แล้วถามว่าครูมหาลัยฯกับโรงเรียน เขาคุยกันไหม?
เขาก็ไม่คุยกัน ดังนั้นมันก็เป็นเหมือนคำสั่ง Top down ลงมา ข้อสอบออกแบบนี้ก็ต้องสอนแบบนี้ ไม่มีการฟังเสียงซึ่งกันและกันเลย หนังสือเรียนก็เป็นเช่นนั้น นั่นหมายความว่าความรู้เหล่านั้นคือปลายทาง คุณจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กมันรู้หมด โดยที่แน่นอนไม่ได้ฟังว่าในห้องเรียนเด็กจะเรียนยังไง เอาไปใช้ยังไง
อย่างของฟินแลนด์คนที่จะเขียนตำราเรียนต้องเป็นครูในห้องเรียนเท่านั้น เพราะนอกเหนือจากนั้นเขาจะไม่เข้าใจบริบทในห้องเรียน ว่าจะหยิบเรื่องนี้มาทำเป็นกิจกรรมนั้นนี้โน้น สุดท้ายมันก็เลยได้ความรู้ที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นแบบของไทย หรือเวลาเขาเขียนหลักสูตรมันจะสั้นมาก หลักสูตรแกนกลางไม่ถึงร้อยหน้าเลยด้วยซ้ำ ในขณะของไทยแทบจะบอกยิบย่อยไปเลยว่าครูจะเดินเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา แกนกลางคือแกนกลางมันเล่ากว้าง ๆ คนที่จะตัดสินใจว่าจะเสริมอะไรเข้าไปคือครู และผู้ออกนโยบายต้องมาคุยกับครูเพื่อกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายการศึกษา ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดครูเป็นคนออกแบบ หนังสือเรียนใครจะผลิตอะไรก็ผลิตไป เพราะเขาเชื่อว่าครูมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้น ๆ สูงมาก เคยไปถามคนทำเรื่องการศึกษาที่โน่น (ฟินแลนด์) ว่าการศึกษาที่ล้ำหน้าสุด ๆ ยังต้องใช้หนังสือเรียนอีกหรือ? เขาก็บอกเราว่าแล้วแต่ครู แต่เอาเข้าจริงหนังสือเรียนของฟินแลนด์มันล้ำหน้าเกินกว่าหนังสือเรียนทั่วไปแล้ว มันใช้สื่ออื่น ๆ ประกอบเยอะมาก อย่างภาษาอังกฤษเขาไม่ได้สอนแค่ภาษา แต่สอดแทรกไปด้วยวัฒนธรรมด้วย มีมัลติมีเดียที่แบบเอาทีมหนังสั้นไปถ่ายชีวิตเด็กในอังกฤษ มาให้ดูว่าเธอตื่นนอนยังไง มีชีวิตยังไง ไปโรงเรียนยังไง และนี่คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น คือการเรียนรู้ว่ามีวัฒนธรรมต่างกัน หรือสื่ออื่นแบบเยอะมากหนังสือเรียนไม่ได้เป็นพระเอกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เป็นเพียงแค่โครงคร่าว ๆ



แล้วอย่างทางเลือก Home School ละ?
คิดว่าถ้าในประเทศที่การศึกษาแกนกลางมีคุณภาพ คนก็ควรมีสิทธิ์เลือกที่จะทำโฮมสคูลได้ รัฐบาลควรอนุญาตให้ทำได้ แต่ถ้าประเทศที่การศึกษาแกนกลางยังร่อแร่และเยินอยู่ แล้วเราก็ปล่อยให้เกิดโฮมสคูลเยอะแยะมากมาย มันก็จะมี Gap (ช่องว่าง) เราเชื่อว่าช่องว่างจะก่อให้เกิดปัญหาเพราะเราก็จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่ใช่โฮมสคูลหรอกแต่ไม่ได้เรียนแบบวิถีปกติ เขาก็จะเป็นกลุ่มเด็กที่เอาตัวรอดได้ แล้วที่เหลือแกนกลางที่ไม่มีคุณภาพ มันก็จะสร้างเด็กที่ตามกระแสโลกไม่ทัน แล้วเราก็ทิ้งเขาไว้ ปล่อยมันไป
งานบทความของครูจุ๊ยมีพูดถึงนวัตกรรมการศึกษาอย่าง Massive online open Course?
คือเมื่อก่อนเราก็มีแบบนี้ เรียนผ่านดาวเทียม (นึกภาพออกป่ะ) แต่มันไม่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เวลาเรียนออนไลน์เรียนทางไกล มันก็คือการเปิดวีดีโอ ปล่อยให้วีดีโอรัน ๆ ไป แต่ Mooc เนี่ย มหาวิทยาลัยหลายแห่งชั้นนำของโลกก็เปิดสอน มีส่วนที่เขาได้แบบฟรีและส่วนที่ต้องใช้เงิน หรือมันก็มีบริษัทภายนอกจัดทำ สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากการเรียนผ่านดาวเทียมในอดีตคือมันเป็นคอมมูนิตี้ ที่คนเข้าเรียนสามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้ ให้ฟีดแบ๊กต่อกันได้ ทำแบบทดสอบได้ มีเครื่องตรวจให้ด้วยว่าเรียนมาคุณเข้าใจแค่ไหน แต่ความต่างมาก ๆ ของมันคือแต่ละยูสเซอร์สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ ซึ่งความรู้ก็จะเกิดจากตรงนั้น และมันเข้าถึงคนได้เยอะ แต่ไอ้ Mooc เนี่ยมันจะเข้ามาพลิกโฉมระบบการศึกษาได้ไหม ก็ต้องกลับไปที่คำถามว่าทักษะ ความรู้ต่าง ๆ จากที่นี่ มันจะนำไปใช้ในตลาดแรงงานได้หรือเปล่า
อย่างมหาวิทยาลัยในไทยก็ทำแล้วนะ ที่จุฬาฯ เกิดคำถามตามมาว่า สมมติว่ามีใบรับรองการศึกษาให้ ตลาดแรงงานจะรับสิ่งนี้ไหม ถ้าเขายอมรับสิ่งเหล่านี้และก็โอเค คุณมีทักษะทำงานให้เราได้จริง ๆ นั่นก็แปลว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยจะต้องเปลี่ยนไป แล้วมันก็มีหลายศาสตร์ในนั้น คอมพิวเตอร์, วิศวกรรม, ประวัติศาสตร์ ฯลฯ คือมีทุกวิชา แต่ที่ถกเถียงกันที่สุดคือวิชาสายภาษา เพราะถ้าเป็นสายภาษาแล้วมันต้องอาศัยการฝึก ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคน ก็มีคำถามว่ามันจะก่อให้เกิดทักษะได้จริงหรือเปล่า
แต่อิทธิพลของ Mooc มันยังเป็นตัวเสริม ยังไม่ได้ร้อยเป็นหลักสูตรทั้งโครงสร้าง ยังไม่ถึงขนาดเปลี่ยนทั้งระบบการศึกษา ตอนนี้แค่คงเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของคน ถ้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีหลักสูตรแบบนี้ MIT ก็ทำ หรือ Oxford, Cambridge ก็เปิดแล้วให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้ มีสไลด์ มีหนังสือให้เรียบร้อย หรือจะเรียนแบบ Master Class อันนี้คือต้องเสียตังค์ อยากเรียนทำหนังก็มีผู้กำกับชื่อดัง อยากเรียนถ่ายภาพก็มีช่างภาพระดับโลกมาสอนเลย แต่กับของคนไทยคิดว่า ภาษายังเป็นอุปสรรคของการเรียน เพราะ Mooc ส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น ภาษาไทยไม่มีเยอะขนาดนั้น
หลักการศึกษาที่ไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลังเป็นยังไง?
เป็นหลักการที่ตรงกันข้ามกับระบบการศึกษาไทย (หัวเราะ) ความสำคัญของการศึกษาไทยคือความเก่ง เคยเห็นป้ายไวนิลที่ติดตามโรงเรียนต่าง ๆ ป่ะ? นั่นนะ แปลว่าสิ่งที่เราให้คุณค่า คือการสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำ แล้วเราก็ไม่คิดเลยว่าไอ้คนที่ไม่ติดอะไร มันไปอยู่ตรงไหนของป้ายไวนิลวะ แล้วเราทิ้งมันไว้ตรงไหนวะ การศึกษาไทยทำไมไม่โฟกัสที่สิ่งเหล่านี้เลย
อย่างแนวคิดของฟินแลนด์เลยเขาบอกว่าเราไม่ต้องการสร้างซูเปอร์ฮีโร่เยอะ ๆ มันยาก แต่เราสร้างคนที่เก่งในระดับหนึ่ง ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ แต่เก่งพอที่จะเอาตัวรอดในสังคมที่เปลี่ยนไปไวขนาดนี้ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าคนไหนขาดทักษะอะไร บกพร่องยังไงระบบการศึกษาต้องช่วยเหลือเขา เช่นหนังสือเรียนฟินแลนด์ มันมีสำหรับเด็กที่เรียนได้ปกติ และเด็กทีมีความบกพร่องทางการอ่าน (Dyslexia) และทำให้หนังสือสองเล่มเรียนในห้องเดียวกันได้ เขาคิดขนาดนี้ เพราะรู้ว่าเด็กที่บกพร่องต่าง ๆ เขาเรียนรู้ได้ แต่แค่ต้องการการซัพพอร์ตความบกพร่องนั้น และเมื่อเขาได้สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นเด็กที่เก่งเหมือนคนอื่นได้
นอกจากหนังสือเรียน หนังสือวรรณกรรม ยังมีแบบที่ตีพิมพ์มาสำหรับผู้มีภาวะ Dyslexia จะต้องแปลเป็นภาษาใหม่ที่ใช้คำเข้าใจง่าย แปลประโยคยาว ๆ ให้กระชับขึ้น และจัดหน้าใหม่ให้มีพื้นที่ว่างเยอะ ๆ แต่เขาทำไม่ได้ทุกเล่มหรอก ทำได้แต่เล่มดัง ๆ เพราะเขาเข้าใจว่าคนที่มีภาวะบกพร่องทางการอ่าน ไม่ได้มีแต่เด็กหรอก มันมีผู้ใหญ่ด้วย ที่ไม่อยากอ่านแต่หนังสือเด็กตลอดเวลา เขามีข่าวสำหรับคน Dyslexia ด้วย คือย่อยมาให้รับสารง่ายลง และภาษาที่ง่าย ก็มีประโยชน์กับผู้อพยพมาอาศัยในฟินแลนด์ด้วย ผู้อพยพก็เป็นอีกกลุ่มที่ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เขาคิดเรื่องการติดต่อข่าวสารในประเทศฟินแลนด์ หากไม่รู้ภาษาเลยจะทำยังไง ภาษาอังกฤษก็ใช่ว่าจะเยอะในฟินแลนด์ เลยแปลเป็นภาษาที่ง่าย ในระหว่างที่ผู้อพยพเรียนภาษาฟินแลนด์อยู่ ก็มีข่าวที่มันง่ายให้อ่านและฟัง มีวิทยุออนไลน์ให้ฟัง หรือถ้าคุณมีลูกเป็นเด็กที่บกพร่องจริง ๆ บวกกับเป็นออทิสติก มีเว็บไซต์ให้หนึ่งเว็บเลย คุณสามารถไปหาความรู้คู่มือในการเลี้ยงลูกได้ มีคุณครูเข้ามาให้คำปรึกษาแนวทาง
“นี่คือความที่ทุกคนต้องไปด้วยกัน เราจะมีความแตกต่างแค่ไหนอย่างไร ฉันจะหาวิธีพาคุณไปกับฉันให้ได้”
ก่อนหน้านี้จุ๊ยเคยเจอใครคนหนึ่ง เรียนปริญญาโทด้วยกัน เรียนภาษาอังกฤษ เราไม่ได้เป็นหมอ ไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนไหนเรียนรู้ช้า ไม่เรียนรู้ช้า หรือมีภาวะ Dyslexia (บกพร่องทางการอ่าน-เขียน) หรือเปล่า บอกไม่ได้ แต่เห็นเขาสะกดคำผิดบ่อย ๆ เลยสงสัยว่าเป็น Dyslexia หรือเปล่า เวลาเขียนตัว B เขาก็จะเขียนตัว B กลับด้าน หรือคำเขาจะสลับตัวสะกด และประมวลผลสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เหมือนเรา ก็เลยถามว่าเป็นแบบนี้กับภาษาไทยไหม เขาก็บอกว่าเป็น เราก็ไม่แน่ใจ เลยแนะให้เขาไปตรวจที่โรงพยาบาลปรากฏว่าเป็นจริง ๆ เขาบอกไม่รู้ตัวมาก่อน แล้วโดนครูด่ามาทั้งชีวิตว่าไม่ใส่ใจ แล้วเรามีเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้หรือเรียนรู้ช้าเยอะมากนะ มันมีหลักแสนคนนะในประเทศนี้ที่เราไม่จัดการอะไรกับเขาเลย ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้การที่พาทุกคนไปด้วยกัน มันมาจากแนวคิดที่ว่าในหนึ่งประเทศมีคนเยอะ เราจะทำอย่างไรก็ได้ให้คนทุกคนเป็นมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่มูลค่าติดลบ และเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาแบบใด เขาต้องได้ เพื่อที่เขาจะเป็นมูลค่าเพิ่มให้ประเทศในอนาคต ไม่ใช่คนที่ติดลบที่ประเทศมาดูแล หรือไม่สามารถทำรายได้ให้ประเทศได้ ถ้าเราคิดแบบนี้ได้ เรามี 60-70 ล้านคน ป่านนี้เรารวยแล้ว
คำแนะนำที่อยากบอกพ่อแม่ ที่กำลังมีลูกเข้าสู่ระบบ?
เวลาลูกเข้าโรงเรียน มันคือการไปจินตนาการว่าแบบ อนาคตจะเป็นยังไง ลูกจะเป็นยังไง พ่อแม่ต้องถามตัวเองดี ๆ ว่า อยากมอบอะไรให้เขาไว้ใช้ ในอนาคต และก็มอบสิ่งเหล่านั้นให้เขา ไม่ว่าวิธีที่คุณจะเลือกระบบการศึกษา วิธีเลือกโรงเรียน เลือกผลักดันซัพพอร์ตเขา คุณอยากเห็นเขาเป็นแบบไหนในอนาคต
สำหรับเรา เราไม่มีลูกแต่ถ้ามี ก็อยากให้เขามีทักษะกระบวนการที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ รู้วิธีหาข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เอามันมาใช้ได้ กลั่นกรองมันเป็น แต่ก็จะไม่ลืมว่าฉันเป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง ฉันก็มีหน้าที่เป็นพื้นฐานของการศึกษาของลูกเหมือนกัน ฉันก็ต้องทำหน้าที่นั้นด้วย
ครูจุ๊ยนิยามยุคนี้ว่าอะไร?
ยุคนี้คือยุคแห่งการปรับตัว ยอมรับ เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และสามารถบาลานซ์สิ่งที่ตัวเองเป็นกับการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งมันไม่ง่ายเลยนะ เมื่อก่อนเราไม่อาจต้องมานั่งคิดสิ่งที่ต้องบาลานซ์บ่อย ๆ จนมาถึงปัจจุบันเราก็ต้องมานั่งคิดกับมันมากขึ้น ทั้งระบบจะต้องคิดสิ่งนี้ เป็นพ่อแม่จะทำไงดี เป็นครูจะทำไงดี เป็นผู้ให้นโยบายจะทำไงดี อย่าลืมนะ การศึกษามันคือการสร้างคนสร้างอนาคต ที่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงนะ สำหรับเราครูมันเป็นอาชีพที่ครีเอทีฟที่สุดละ เพราะสร้างคนวันนี้เพื่ออนาคตที่เราไม่รู้ มันต้องมโนเบอร์ไหนอ่ะ ที่เราจะสร้างคนที่มันพร้อม เราอาจจะทำนายได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะเป็นยังไง แต่คนต้องพร้อมนะ พร้อมสำหรับวันนั้นนะ
ยิ่งโลกสมัยใหม่มันคาดเดา ไม่ได้ ฝ่ายขวาหลาย ๆ ประเทศตอนนี้ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำ เป็นเบอร์หนึ่ง เป็นคนรุ่นใหม่อีกต่างหาก อย่างกรณี อเมริกา ของ โดนัลด์ ทรัมป์ พอเข้าใจได้ แต่ประเทศอื่น ๆ อย่างนายกรัฐมนตรีของออสเตรีย นั้นเป็นอะไรที่ตื่นเต้น เกี่ยวกับระบบการศึกษาไหม มันน่าจะเป็นกลไกโลก ที่เทียบเคียงเชิงอุดมการณ์กับฝ่ายซ้ายมาระดับหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะลองอย่างนั้นแล้ว พอรู้ว่าขวาเยิน ซ้ายก็จะกลับมาอีก แต่ตอนนี้มันเป็นเทรนด์ขวาไง
การจบมาอย่างหนึ่งทำงานอย่างหนึ่งเป็นที่ตัวคนหรือระบบการศึกษา ?
คิดว่าไม่ใช่สิ่งล้มเหลวนะ ถ้าระบบการศึกษามันจะเฟล น่าจะเป็นเราไม่รู้ว่าจะเอาสิ่งที่เป็นความรู้ศึกษามาได้ มาใช้ในชีวิตได้ยังไงมากกว่า ระบบการศึกษาที่ดี คือระบบการศึกษาที่ทำให้คนกระโดดไปกระโดดมา มีทางเลือกต่าง ๆ ในชีวิตได้ตลอดเวลา เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้หรอกว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้จะติดตัวเราไปตลอด การศึกษาที่ดีควรจะนำทางว่าเราสบายใจที่จะทำสิ่งนั้น
ที่ฟินแลนด์มันเป็นแบบนี้แต่ไม่ได้เกิดมาจากระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว มันคือพ่อแม่ มันคือสังคม ถ้าเด็กบอกว่าอยากเป็น รปภ. ก็จะไม่มีใครมาด่าว่า อีชั้นต่ำ!  เขาก็ตอบรับกันปกติ ก็เป็นอาชีพหนึ่ง เรามีเด็กที่เรียนด้วยกัน ตอนไปแลกเปลี่ยนที่ฟินแลนด์ มีน้องคนหนึ่งหล่อมาก ตอนนี้เป็น รปภ.ผับ พ่อแม่บอกว่าทำงานที่ผับนั้นในเมืองนั้น เธอจำได้ไหม ใหญ่ ๆ ของโรงแรมน่ะ แต่เพราะว่าฐานคนมันสูงใกล้กันหมด เวลาอยู่ฟินแลนด์เราจะไม่รู้สึกว่าผู้หญิงที่มาตัดต้นไม้ เก็บสวน เก็บทาง เขาเป็นคนที่ด้อยกว่าเรา เขาคืออาชีพหนึ่ง เราไม่รู้สึกถึงความด้อย เพราะทุกอาชีพคืออาชีพ เราจะต้องเทรนด์คนให้ทำทุกอาชีพเป็นอาชีพ ให้เกียรติอาชีพ และภูมิใจในอาชีพนั้น ครูก็เหมือนกัน คุณจะได้คนที่มีคุณภาพ คุณจะได้คนที่รู้หน้าที่ตัวเอง คุณจะได้คนตัดต้นไม้ที่รู้หน้าที่ตนเอง
วัฒนธรรมไทยกับการศึกษา?
สำหรับเราวัฒนธรรมไทย มันเป็นวัฒนธรรมชนชั้นและเราไม่สามารถดึงชนชั้นออกจากวัฒนธรรมได้ ถ้าเราพัฒนาแบบไวกิ้งฟินแลนด์ มันก็ทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่มีทาง ฟินแลนด์มันเป็นวัฒนธรรมที่ถูกสร้างมาด้วยความเท่าเทียม มันเป็นไวกิ้ง แม้มันจะถูกปกครองด้วยสวีเดนมาเป็นห้าหกร้อยปี ต่อด้วยรัสเซีย แต่ความเป็นเจ้าขุนมูลนายมันไม่ได้มีความสำคัญในวัฒนธรรมขนาดนั้น แทบไม่มีเลย แม้กระทั่งผู้หญิง ผู้ชาย สรรพนามที่ใช้เรียกในฟินแลนด์ ไม่มีแยกนะ ใช้อันเดียวกันเรียกทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพราะฉะนั้นมนุษย์ฟินแลนด์จะสับสนเวลามาพูดภาษาอังกฤษ He กับ She จะสับสนตลอดเวลา เพราะภาษาเขาไม่มี เพราะคนมันเท่ากัน เท่ากันตั้งแต่รากวัฒนธรรม ตอนเขียนข่าวครบรอบร้อยปีฟินแลนด์ ที่เพิ่งจัดงานฉลองไป ข่าวที่ชนเผ่าหนึ่งในฟินแลนด์เขียนว่า อ๋อ ประเทศฟินแลนด์ก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน เราบังเอิญมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ แล้วเราบังเอิญเป็นชาติฟินแลนด์ขึ้นมา มันคือความบังเอิญทั้งสิ้นจบ! นี่คือการฉลองความเป็นชาติแล้ว คือการยอมรับว่าเราคือคนที่มาจากแบ็กกราวน์ต่าง ๆ นานา ทั้งยุโรปตอนเหนือของฟินแลนด์มารวมตัวกันอยู่ตรงนี้ ๆ แล้วบังเอิญอยู่ด้วยกันมาร้อยปี เรียบมากเป็นมนุษย์ที่เรียบมาก
มีคนพยายามเอาวิธีเรียนแบบฟินแลนด์มาใช้ในเมืองไทย ก็มีปัญหาเพราะมันให้อิสระเด็กหนักมาก คือมันต้องทำให้เด็กคิดเอง เริ่มกระบวนการเรียนรู้เอง ถ้าไม่ได้เรียนในระบบนี้มาตลอดเด็กไทยก็ตกใจหมด อยู่ดี ๆ แบบเทอมหน้าอยากเรียนอะไร? อ้าว! ทำไมครูไม่บอกละ
ต่อให้เรียนระบบแบบนี้ บริบทของประเทศก็ไม่ไปด้วยกัน?
เราสอนกลุ่มเด็กที่เป็นเด็กทุน ซึ่งมาจากโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนอื่นๆทั่วประเทศ เก่งแหละ เก่ง ทำข้อสอบได้ และก็พามาเรียนในระบบที่ไม่ได้เดินตามหลักสูตรแกนกลางของไทย ว่าง่าย ๆ สอนให้ทุกอย่างมาเชื่อมโยงกันให้ได้ แล้วเหล่านี้ก็เป็นเด็กที่เสียงดัง กล้าพูด ถามว่ามีปัญหาไหม? ก็โดนว่าก้าวร้าว แต่พร้อมกันนั้นก็สอนให้เขาเป็นคนที่เข้าใจว่า บริบทวัฒนธรรมที่เขาโตมาเป็นอย่างไร แล้วการก้าวร้าว เสียงดังของเขา เขาก็ต้องคิดตามมาว่า ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไร ว่ารับได้ไหม?  พอเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย ก็จะโดนรุ่นพี่ว่าแบบ โรงเรียนสอนอะไรมา ทำไมถามเยอะจัง ออกไปทำงานในระบบราชการก็จะไม่โต เพราะไม่ค่อยซัพพอร์ตระบบผู้ใหญ่เขา
เราก็จะเล่าเคสตัวเองให้ฟังว่าก็เลือกที่จะเป็นฟรีแลนซ์ แล้วก็เลือกที่จะรับผลที่ตามมา คือไม่มียศถา บรรดาศักดิ์ในตำแหน่งวิชาการ การไม่มีความมั่นคง ถ้าจะไต่ตามระดับ สมมติเราไปอยู่ในมหาวิทยาลัยป่านนี้ก็อาจจะเขียนงานวิจัย จนทำผู้ช่วยศาสตราจารย์ได้แล้ว แต่ก็ไม่เลือกไง เพราะชั่งน้ำหนักแล้ว สำหรับเรามันไม่คุ้ม เราไม่แลก แต่ก็ใช่ว่ามันไม่เสีย ก็เสียอะไรบางอย่างไป มันก็ทำให้การทำงานทุกอย่างมันยาก การไม่มีสังกัดอ่ะ ยากจะตายในประเทศนี้ แต่เราเลือกแล้วไง และนี่คือสิ่งที่สอนเด็ก เด็กต้อง Make Decision ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนไทยไม่ได้สอนเลย เวลาให้ทำงาน มันคือกระบวนการสอนนะ เด็กจะต้องเลือกว่าอยากทำวิธีไหน ทำไม
สมมติงานชิ้นนี้ ทำแบบหนึ่งคนได้ กับทำแบบคู่ได้ เราจะไม่บอกว่าคุณจะต้องทำเดี่ยวหรือคุณจะต้องทำคู่ เพราะมันมีข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่าง แต่เราในฐานะครูเราจะมีหน้าที่ทำอย่างไร ให้กระบวนการประเมินเด็กมันยุติธรรมที่สุด เพราะมันมีทั้งคู่และเดี่ยว แต่เขาต้องไปคิดเองว่าเขาอยากทำแบบไหน เมืองไทยนี้ก็อีกนาน ก็ค่อย ๆ ใจเย็น ๆ ทำไปตายไปก็ไม่รู้จะได้เห็นหรือเปล่า (แต่) มีสิยังมีหวังอยู่ ยังเป็นคนมีความหวังอยู่



ครูจุ๊ยทุกวันนี้?
ก็เป็นอาจารย์พิเศษ สอน ตั้งแต่ ม.6 ไปจนถึงปริญญาโทของทั้งรัฐและเอกชน เขียนคอลัมน์ เคยเขียนบทความเกี่ยวกับอาจารย์พิเศษระบายความคับข้องใจ
อยากระบายให้ฟังว่าสอนที่มหาวิทยาลัยรัฐได้ตังค์น้อยมาก ตอนสอนบางทีก็สอนเกินตลอด สอบพูดภาษาอังกฤษเดี่ยว มีนักเรียน 28 คน เราใช้เวลาไป สี่ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็จะได้เงินแค่สามชั่วโมง เคยแม้กระทั่งสอบกลุ่มเป็นการแสดงละครเวทีภาษาอังกฤษ ที่เด็กต้องเรียนทั้งเทอมเลยนะ วันสอบไม่จ่ายเงินเพราะบอกว่าครูไม่ได้สอน (หัวเราะ) แต่คือก็คุยกันแล้วเขาคิดว่าครูไม่ได้สอนจริงๆ การเงินก็ไม่เข้าใจ กระบวนการเรียนการสอนยุคใหม่อะไรอย่างนี้น้อยมากได้เงินน้อยมาก
สิ่งที่ทำเงินคือการสอนโปรมแกรม MBA ภาษาอังกฤษอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งไม่ชอบเลย แต่ก็แลกมาด้วยความแบบเออก็ได้วะ! ถ้าสอนได้ชั่วโมงละ 1,000 บาท ก็เยอะแล้วนะ มหาวิทยาลัยรัฐถ้าเป็นวิชาธรรมดาพื้นฐานที่สุดชั่วโมงละ 600 บาท ค่าตรวจข้อสอบรู้สึกจะไม่มีนะ หรือมหาวิทยาลัยอื่น ค่าตรวจข้อสอบอาจจะได้แบบ ฉบับละ 5 บาท 10 บาท อย่างนี้ แล้วถ้าเป็นเราที่ออกข้อสอบแบบให้เขียน Essay ตลอดเวลายิ่งไม่มีวันคุ้ม ต้องไปอ่านที่เราเขียนเรื่องอาจารย์พิเศษอ่ะ คือคิดอัตราเงินเฟ้อให้ด้วยนะ มีตัวเลขบอกด้วยความอัดอั้น บางทีไม่คุ้มค่ารถเลย สมมติบางทีไปสอนที่บางมด แล้วต้องไปสอนต่อที่บางขุนเทียนแล้วได้ชั่วโมงละ 600 อ่ะ 1,200 งี้ ค่ารถหมดไปแล้ว 500 กินข้าวอีก คุ้มอะไรละ ค่าเตรียมเอกสาร ค่าอะไรก็ไม่ได้นะ ไม่คุ้มเลย แต่แบบทำเพราะรักแล้วก็อยากพูดจาเสียดัง คิดว่าถ้าพูดจาเสียงดังแล้วสักวันมันจะเปลี่ยน
อย่างโรงเรียนเราเองที่เราพยายามอธิบายกระบวนการเรียนมันไม่ได้มีแค่ ครูมาสอนในห้องนะ มันมีหลากหลาย คือถ้าเมื่อก่อนน่ะ ถ้าเราอยากเชิญอาจารย์พิเศษอื่น ๆ มา เราจะไม่ได้เงินนะ ต้องเอาค่าสอนเราไปให้เขา ค่อนข้างสะเทือนใจ ตอนนี้ได้แล้วครึ่งหนึ่งนะ เขาให้เราครึ่งหนึ่ง สมมติเขาให้ชั่วโมงละ 600 บาทเราจะได้ชั่วโมงละ 300 บาทก็ได้ค่ารถ แต่ไมได้ค่าสอน เขาไม่เข้าใจว่าในหนึ่งห้องเรียนมันทำ Co Teaching สอนสองคนได้ แล้วเวลาเราเชิญคนที่มาเป็นวิทยากรพิเศษเป็นแบบ เชิญ เต๋อ นวพล แล้วเป็นแบบแกชั่วโมงละ 600 บาทนะ แกเดี๋ยวเราเลี้ยงข้าวนะ ก็ต้องเอาเงินไปเลี้ยงข้าวมันอีก (หัวเราะ) แบบนี้
ทั้งระบบการศึกษาเมืองไทยไม่ให้ค่าเป็นตัวเงิน ถ้าพิสูจน์เป็นตัวเงินเราก็จะเห็นว่าเราไม่ให้ค่าอะไรเลย ดูราคาหนังสือเรียน ดูราคาหนังสือในเมืองไทยสิ ดูอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับหนังสือ เกี่ยวกับการเรียนรู้สิ ถูกตีค่า ถูกทำให้ราคาถูกหมดเลย ไปดูในวรรณกรรมฟินแลนด์เหอะ หนังสือแพงมากนะ แพงแบบ อีบ้า! ใครจะซื้อ แต่ซื้อวะ !
(ช่างภาพ) ขอแลกเปลี่ยนว่า รู้สึกสะเทือนใจกับราคางานในสายศิลปะ อย่างเคยคิดจะทำหนังสือภาพ แต่พอระดมทุนกันแล้ว ได้มาเท่านี้ อยากทำออกมาฟรี ๆ เลยดีกว่า หรือล่าสุดเจอเพื่อน ๆ นักเขียนที่บ่นกันว่างานหนังสือพวกมติชน มีหนังสือลดเหลือ 5 บาท อีกนิดเดียวก็จะให้ฟรีแล้ว
แล้วคือนักเขียน นักแปลในประเทศนี้ก็ได้เงินน้อยอยู่แล้วนะ แล้วมันจะถูกแล้วถูกอีกได้ อีกนิดเดียวก็ให้ฟรีแล้วอ่ะ เพราะเราก็เขียนก็แปลเหมือนกัน เข้าใจความราคาถูกของแรงงานสายนี้ แรงงานสายครูสายใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของคนน่ะ มันต่ำหมดอ่ะ คือวัฒนธรรรมไทย มันให้ค่าเฉพาะสิ่งที่เรามองเห็นมันจับต้องได้ เช่น หมอ มันช่วยชีวิตคนและมันจับต้องได้ โอเคมันแพง วิศวะ มันสร้างตึก มันเห็นเป็นตึก แต่อะไรที่จับต้องไม่ได้ก็ราคาถูกไป เขียนหนังสือ แต่งเพลง ราคาถูกไป อยู่ในอากาศ ราคาถูกไป เป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์สมัยนี้ราคาถูกไป อาร์ตเมืองไทยขนาดเป็นสิ่งจับต้องได้แล้วก็ยังราคาถูกเลย ก็ต้องเข้าใจว่าอยู่ในสภาพวัฒนธรรมอย่างนี้
คำถามสุดท้าย หากพรุ่งนี้โลกจะแตก วิชาสุดท้ายที่อยากจะสอน? 
"อยากสอนเรื่องความตาย เคยเขียนไว้ด้วย คือวัฒนธรรมเรา เราหนีความตายจนจะตายอยู่แล้ว แต่มีศาสนาพุทธนะที่บอกว่าความตายคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันคือเราหนีชิบหายเลย พูดไม่ได้ ความตายมันอัปมงคลอะไรแบบนี้ แล้วแทบไม่มีใครพูดถึงสิ่งนี้เลย ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาก ๆ ตอนเขียนบทความเรื่องความตาย ก็เจอว่าประเทศอื่นมันทำจนเป็นโคตรพ่อ โคตรแม่ระบบ คือทุกอย่างเลย ให้เด็กเข้าใจกระบวนการความตาย โดยใช้ต้นทุนต่ำมาก แค่พูดถึงเรื่องต้นไม้ ทำไมต้นไม้แห้ง ก็พูดเรื่องความตายได้แล้ว สัตว์เลี้ยงตายก็พูดเรื่องความตายได้แล้ว แล้วมันยังมีกระบวนการเยียวยาการสูญเสียคนที่เรารักอีก ซึ่งสังคมเราไม่มีอะไรเหล่านี้เลย ไม่มีกระบวนการรองรับด้วย ถ้าจะตายก็อยากให้เด็กรู้จักสิ่งนี้" 
-Z-
สัมภาษณ์โดย Weerawatt Nak และ Yostorn Triyos (ภาพ) เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2560



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World