การขุดคลองรังสิต: เมื่อ 'เทคโนโลยี' มาแทนที่ 'แรงงานชาวจีน'



การใช้เครื่องจักรในการขุดคลองรังสิตช่วงปี พ.ศ.2430-2440 ที่มาภาพ: หนังสือ 'ประวัติคลองรังสิต การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ.2431-2457' โดยสุนทรี อาสะไวย์


ข้อมูลจากหนังสือ 'ประวัติคลองรังสิต การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ.2431-2457' โดยสุนทรี อาสะไวย์ ระบุว่าช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นช่วงที่การขยายตัวของพื้นที่เพราะปลูกข้าวโดยวิธีการขุดคลองได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางมากที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี พ.ศ.2430-2440 ซึ่ง 'โครงการขุดคลองรังสิต' ของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม (Siam Lands, Canal and Irrigation Company) ถือได้ว่าเป็นโครงการที่สำคัญที่สุดในขณะนั้น

ก่อนหน้านั้นงานขุดคลองสำคัญ ๆ ในประเทศส่วนใหญ่จะใช้ 'กุลีจีน' หรือแรงงานชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทยเป็นกำลังสำคัญ เริ่มตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้มีการใช้แรงงานจีนขุดคลองลัดเมืองนครเขื่นขันธ์ในปี พ.ศ.2362 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้โปรดให้จ้างชาวจีนขุดคลองทุ่งแสนแสบ ตลอดถึงคลองบางขนาก ออกแม่น้ำฉะเชิงเทรา และขุดที่บางจะเกรงลัดออกแม่น้ำเหนือนครเขื่อนขันธ์ใต้ปากคลองสำโรงในปี พ.ศ.2380 ในรัชกาลที่ 4 ก็โปรดให้จ้างแรงงานชาวจีนขุดคูพระนครชั้นนอก (คลองผดุงกรุงเกษม) ในปี พ.ศ.2394 และคลองมหาสวัสดิ์ในปี พ.ศ.2399 การจ้างแรงงานชาวจีนได้แพร่หลายยิ่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 คือมีการจ้างทั้งโดยรัฐบาลและเอกชน เช่น ในการขุดคลอง สร้างถนน ทางรถไฟ งานในเหมือแร่ และโรงสีข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ลักษณะการจ้างแรงงานชาวจีนส่วนใหญ่โดยปกติเป็นการจ้างเหมาผ่านหัวหน้าคนจีนอีกต่อหนึ่ง

เริ่มแรกโครงการขุดคลองรังสิตก็ใช้แรงงานชาวจีน แต่ต่อมาบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามได้หันไปใช้เครื่องจักรแทนเนื่องจากประหยัดงบประมาณจากการจ้างแรงงานจีนที่ต้องมีค่านายหน้าและการขุดคลองโดยเครื่องจักรจะได้งานรวดเร็วและปริมาณงานมากกว่าการใช้แรงงานคน การใช้เครื่องจักรขุดคลองรังสิตนี้ถือว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก ๆ ของประเทศไทย ทั้งค่าใช้จ่ายที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับการจ้างแรงงานคน (ค่าใช้จ่ายลดลง 1 ใน 3 เลยทีเดียว)


คลองรังสิตในอดีต ที่มาภาพ: หนังสือ 'ประวัติคลองรังสิต การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ.2431-2457' โดยสุนทรี อาสะไวย์

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ระบุว่าการพัฒนาที่ดินตามโครงการรังสิต ทำให้มีคนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณทุ่งรังสิตมากขึ้น โดยเฉพาะทางตอนใต้ของโครงการ แล้วกระจายตัวขึ้นไปทางตอนเหนือตามคลองที่ขุดเพิ่มขึ้น สาเหตุที่มีคนอพยพเข้ามาในเขตรังสิตมากขึ้นเป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกข้าว ประกอบกับความเชื่อมั่นในระบบชลประทานแบบใหม่นี้ว่าจะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ ทำให้มีคนสนใจลงทุนทำนากันมากขึ้น ตลอดจนมีการผลักดันไพร่และทาสที่เป็นอิสระให้เข้าไปทำงานยังพื้นที่การเกษตรใหม่แห่งนี้อีกด้วย บริเวณทุ่งรังสิตจึงเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่รกร้าง กลายเป็นบริเวณที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่นมากขึ้น และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ประกอบด้วยคนไทย จีน มอญ ลาว และแขกมลายูที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ตั้งบ้านเรือนปะปนกันไป

นอกจากนั้นการขุดคลองตามโครงการรังสิตยังส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวบริเวณทุ่งรังสิตขยายตัวขึ้น จนเป็นแหล่งปลูกข้าวขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ มีผลผลิตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 100,000 เกวียน หรือประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดของภาคกลาง นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการปลูกข้าวทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ใน พ.ศ.2449 ได้มีการนำเครื่องจักรไถนามาทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่บริเวณคลองที่ 1 และจัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวขึ้นเป็นครั้งแรกที่รังสิตเมื่อ พ.ศ.2450 เพื่อกระตุ้นให้ชาวนาคัดเลือกพันธุ์ข้าว ซึ่งข้าวจากเขตรังสิต ได้รับยกย่องว่ามีคุณภาพดี ตลอดจนมีการตั้งสถานีทดลองพันธุ์ข้าวขึ้นที่รังสิต เพื่อค้นหาพันธุ์ข้าวที่ดีมาแนะนำเกษตรกร

-Z-

เรียเรียงโดยกองบรรณาธิการ Z-World

 -สนับสนุนโดย-

อ่านเรื่องเก่าใน Z-World