ญี่ปุ่นกับการจัดการภัยพิบัติ: '1945-1959' ช่วงเวลาที่น้ำท่วมบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น


ภาพ: ผู้คนแสดงความรำลึกถึงผู้จากไปที่โรงพยาบาลค่ายโอโนะ จากโศกนาฏกรรมไต้ฝุ่นมาคุระซากิ ณ อนุสรณ์สถานในโรงพยาบาลค่ายโอโนะ ที่มาภาพ hiroshimapeacemedia.jp  

ระหว่างปี 1945 - 1959 ถือช่วงเวลาที่น้ำท่วมแล้วท่วมอีกบ่อยครั้งที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นขึ้นมา โดยมีตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญ ๆ ดังนี้

"Another Hiroshima" คือ 42 วันหลังระเบิดลง ไต้ฝุ่นถล่มฮิโรชิม่า ตาย 2 พัน - ฤดูฝนหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เพียงเดือนเดียว ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น หลังสี่ทุ่มเล็กน้อยในคืนวันที่ 17 ก.ย. 1945 ต่อเนื่องถึงวันรุ่งขึ้น พายุฝนไต้ฝุ่นได้เริ่มแผลงฤทธิ์ที่เมืองมาคุระซากิในจังหวัดคาโงชิม่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเคียวชูอันเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านล่างสุดของแผนที่ประเทศญี่ปุ่น มันจึงถูกตั้งชื่อว่าไต้ฝุ่นมาคุระซากิ (Makurazaki)

เหนือเกาะเคียวชูขึ้นไปคือส่วนปลายของแผ่นดินใหญ่ซึ่งมีพื้นที่ที่เรียกว่าชุโงกุอันประกอบด้วย 5 จังหวัดโดยหนึ่งในนั้นคือ ฮิโรชิม่า ที่นี่มีสะพานหลายเส้นที่รอดพ้นจากแรงระเบิดปรมาณูมาได้นั้นไม่สามารถต้านทานพลังของน้ำและโคลนที่ไต้ฝุ่นลูกนี้มอบให้ ทางรถไฟและถนนต่าง ๆ รวมถึงตึกของบริษัทที่รอดพ้นจากแรงทำลายล้างของปรมาณูมาได้และลูกจ้างเพิ่งพากันกลับเข้าไปทำงาน ต้องแช่อยู่ในน้ำ ภารกิจต่าง ๆ เพื่อฟื้น ‘ชีวิต’ หลังสงครามต้องเลื่อนออกไป

ไต้ฝุ่นมาคุระซากิได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกันถึง 3,756 ราย ในจำนวนนี้ฮิโรชิม่าที่เพิ่งโดนระเบิดจากสงครามโลกถูกซ้ำเติมด้วยพายุนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลค่ายโอโนะ (Ono Army Hospital) ในฮิโรชิม่านั่นเอง โรงพยาบาลถูกคลื่นโคลนจากแม่น้ำมารุอิชิซัดเข้าใส่ ทำให้เกิดความตายและสูญหายรวมกัน 156 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยถึง 132 ราย, ผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาล 13 ราย, และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต 11 ราย แต่ถ้านับทั้งฮิโรชิม่าแล้วจำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายมีรวมกันถึง 2,012 ราย เหล่านี้ทำให้มันถูกเรียกว่า Another Hiroshima หรือโศกนาฏกรรมอีกครั้งที่ฮิโรชิม่า นั่นคือหลังจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูเพียง 42 วัน และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของหนึ่งทศวรรษครึ่งที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับฝูงพายุไต้ฝุ่น

[อนึ่ง นับแต่มีการบันทึกข้อมูลมา ไต้ฝุ่นดังกล่าวมีความรุนแรงเป็นอันดับ 2 ที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ โดยเมื่อใช้หน่วยวัดความรุนแรงของอากาศที่เรียกว่าเฮ็คโตปาสกาล (hectopascal: hPa) มันอยู่ที่ 911.6hPa โดยไต้ฝุ่นที่รุนแรงอันดับหนึ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายนเช่นกันเมื่อปี 1934 มีความรุนแรงระดับ 916.3 เฮ็คโตปาสกาล เรียกว่าไต้ฝุ่นมุโรโตะ (Muroto)]

อีกสองปีต่อมาญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ (Disaster Relief Act) ในปี 1947 เพื่อเป็นสวัสดิการให้ประชาชนได้นำไปซ่อมแซมบ้านเรือน, ให้เงินและ/หรือให้กู้ยืมเงิน, และสวัสดิการอื่น ๆ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบ โดยกฎหมายนี้เป็นการเริ่มต้นให้เงินสมทบแก่รัฐบาลท้องถิ่นจากรัฐบาลกลางเพื่อมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละจังหวัดให้เป็นผู้ใช้งบประมาณนี้สำหรับดำเนินการกู้ภัยพิบัติต่าง ๆ

ทว่าในปีเดียวกันนั้นเองในกลางเดือนกันยายนเช่นเคยเมื่อวันที่ 16 ปี 1947 ญี่ปุ่นถูกพายุฝนไต้ฝุ่นแคธลีน (Kathleen) โจมตี จนแนวดินกั้นน้ำที่ริมแม่น้ำโทเนะเกิดความเสียหาย ซึ่งส่วนหนึ่งของแม่น้ำนี้อยู่ในอาณาบริเวณของกรุงโตเกียวอันเป็นเขต ‘เมือง’ ที่กินพื้นที่กว้างที่สุดของประเทศ โตเกียวจึงถูกน้ำท่วม 5 วัน โดยย่านคันโตะและโตโฮกุเสียหายอย่างหนัก

สิ้นเดือนมิถุนายน 1953 เป็นช่วงฤดูฝนที่ฝนตกอย่างหนัก ทำให้พื้นที่เกือบทั้งหมดที่อยู่รอบ ๆ แม่น้ำทางตอนเหนือของเกาะเคียวชูอันเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านล่างสุดของแผนที่ประเทศญี่ปุ่นถูกน้ำท่วม

วกกลับมาที่เดือนกันยายนเหมือนเดิมในวันที่ 26 คราวนี้เป็นปี 1954 เกิดโศกนาฏกรรมเรือโดยสารข้ามช่องแคบเซอิกัน-โทยะมารุ (Seikan ferry Toyamaru) ถูกพายุฝนไต้ฝุ่นซัดจมลงไปใต้ทะเลทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1,155 ราย โดยไต้ฝุ่นลูกนี้ถูกขนานนามว่า “ไต้ฝุ่นหมายเลข 15” (Typhoon No.15: ไต้ฝุ่นลูกที่ 15 ของฤดูฝนที่โจมตีญี่ปุ่นนับแต่มีการบันทึกมา)

ปลายเดือนกันยายนปี 1958 เกิดเหตุพายุฝน “ไต้ฝุ่นหมายเลข 22” (Typhoon No.22) พัดเข้าใส่อ่างเก็บน้ำที่แม่น้ำคาโนะบริเวณคาบสมุทรอิซุ (Izu) นำไปสู่ความเสียหายในพื้นที่ที่ผู้คนเพิ่งจะเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นพื้นที่ของโตเกียวและโยโกฮามา

ไต้ฝุ่นอิเสะเบย์ (Ise Bay) ได้พัดฝูงฝนเข้าถล่มคาบสมุทรคิอิ (Kii) ในเดือนกันยายน 1959 ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงครั้งใหญ่ที่สุดในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ของญี่ปุ่น น้ำขึ้นครั้งนี้ทำให้เกิดน้ำทะเลหนุนสูงถึง 3.5 เมตรที่บริเวณท่าเรือนาโงย่า ฆ่าชีวิตผู้คนมากถึง 5,177 ราย และบ้านเรือนมากกว่า 35,000 หลังถูกทำลายอย่างหนัก มันไม่ได้ทำลายแค่ที่ย่านชุบุอันเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ที่จังหวัดนาโงย่าเท่านั้นแต่ไต้ฝุ่นลูกนี้ได้สร้างผลกระทบไปทั่วทั้งประเทศ น้ำทะเลหนุนสูงครั้งนี้มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับน้ำทะเลหนุนสูงที่เนเธอร์แลนด์ในปี 1953

ช่วงที่ไต้ฝุ่นอิเสะเบย์โจมตีก็เป็นช่วงเดียวกับที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในย่านชุบุการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่งได้ทำให้เกิดการพัฒนาเมืองขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่รอบ ๆ เมื่อพายุไต้ฝุ่นพัดฝนเข้าไปลงที่นั่นอย่างหนัก จึงเกิดแผ่นดินทรุดตัว พื้นที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตรถูกน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร ต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนถึงจะระบายน้ำออกจนหมด ในปีถัดมา (1960) รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้บังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมใหญ่

-Z-

โดย Tanandawn Chompusi  ที่มาข้อมูล Flood Management in Japan - Network of Asian RiverBasin Organisation, Yutaka TAKAHASI (June 2011) - Lee Kuan Yew School of PublicPolicy , Memories of Hiroshima and Nagasaki (asahi.com, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4/1/2018) และ KNOWLEDGE NOTE 6-4 CLUSTER 6: The economics of disaster risk,risk management, and risk financing The Financial and Fiscal Impacts (Motohiro Sato, Hitotsubashi University,and Laura Boudreau, World Bank, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4/1/2018)

 -สนับสนุนโดย-



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World