อุโมงยักษ์เก็บกักน้ำที่ใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิไบเซนไทน์

ถ้าจะกล่าวถึงอุโมงค์ยักษ์ในยุคปัจจุบัน ฟังก์ชันหลัก ๆ อาจเป็นเรื่องการระบายน้ำ ที่มาจากการไหล่บ่าหรือน้ำฝนที่ส่งผลให้น้ำท่วมขังฉับพลัน แต่หากย้อนไปในอดีต ฟังก์ชันของอุโมงค์ยักษ์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการระบายน้ำแต่อย่างใด
อุโมงค์เก็บน้ำเจเรบาทัน หรือ Yerebatan saray (Underground Cistern) ปัจจุบันตั้งอยู่ในกลางกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เป็นอุโมงค์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ย้อนกลับไปในยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) ศตวรรษที่ 6 อุโมงค์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำ ตามดำริของจักรพรรดิจัสตินเนียน (Justinian I)
ภาพของจักรพรรดิจัสติเนียน (ที่มาภาพ: Encyclopedia Britannica)
อุโมงค์ดังกล่าสวถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บน้ำสำหรับใช้ในพระราชวัง และเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ยามที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ถูกข้าศึกปิดล้อมเมือง อุโมงค์มีความกว้าง 64.6 เมตร ยาว 138 เมตร สูง 9 เมตร มีเสาทั้งหมด 336 ต้น แบ่งเป็น 12 แถว ๆ ละ 28 ต้น แต่ละต้นห่างกัน 4.9 เมตร และสามารถจุน้ำได้ถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตร
ที่น่าสนใจคืออุโมงค์เจเรบาทันแห่งนี้ ถูกพบด้วยความบังเอิญ จากชาวเติร์กที่ลงไปหาปลาในอุโมงค์ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาได้เจอกับเสาโบราณหลายต้น หลังจากการถูกลืมไปกว่าหลายศตวรรษ ทำให้ Peter Gylius นักสำรวจเรื่องไบเซนไทน์โบราณ เข้ามาขุดค้น โดยเริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1545 แต่ระยะเวลาการขุดและบูรณะซ่อมแซม กินเวลายาวนานหลายศตวรรษ กว่าที่จะเปิดให้สาธาณะเข้าชมอีกครั้ง โดยรัฐบาลกรุงอิสตันบูลในปีค.ศ. 1987
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อุโมงค์จะถูกเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยง เคยมีภาพยนตร์อย่าง ‘เพชฌฆาต 007’ หรือเจมส์ บอนด์ ในตอน ‘From Russia With Love’ ที่ใช้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำในปี 1963 สร้างความน่าสนใจให้กับอุโมงค์ก่อนที่จะเปิดทำการได้เป็นอย่างดี


จากประวัติของอุโมงค์ที่ถูกนำเสนอโดยรัฐบาลอิสตันบูล มีจุดที่น่าสนใจว่า อุโมงค์เจเรบาทัน สามารถเก็บกักน้ำรองรับคนได้ทั้งเมืองเป็นเวลา 3 เดือน จึงถูกสันนิษฐานโดยนักโบราณคดีว่า การสงครามในสมัยโรมัน ‘น้ำ’ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับชาวเมือง และการทำสงครามในระยะยาว และเมืองคอนสแตนติโนเปิล แม้จะอยู่ใกล้กับทะเลทั้งสองทวีปเพียงไม่กี่ก้าว แต่น้ำจากทะเลก็ไม่สามารถใช้ดื่มและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้เพื่อทำกิจกรรมทางศาสนานั่นเอง

แม้จะมีเรื่องเล่าต่าง ๆ นา ๆ ว่าอุโมงค์แห่งนี้ เคยใช้สำหรับทิ้งขยะ และซากศพ ในยุคสมัยของจักรวรรดิออตโตมัน แต่ก็ไม่พบภาพที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ ส่วนไฮไลท์ของอุโมงค์แห่งนี้ อยู่ที่ศีรษะของเมดูซ่า (Medusa) อาจกล่าวได้ว่าสิ่งจูงใจ ที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาชมอุโมงค์แห่งนี้เมื่อปี 2016 ถึง 2 ล้านคน ก็เพราะต้องการมาดูเสาสองต้นที่ฐานเป็นหัวเมดูซ่านั่นเอง
ในเทพปกรณัมกรีก เมดูซาเป็นสัตว์ประหลาด มีใบหน้าเป็นมนุษย์เพศหญิงที่น่ากลัวและมีงูพิษเป็นแทนเส้นผม การสบตาเธอโดยตรงจะเปลี่ยนคนที่สบตาให้เป็นหิน ตามตำนานเล่าว่าเธอมักจะอาศัยอยู่ใต้ดิน ที่น่าสนใจคือในอุโมงค์ถ้ำแห่งนี้ รูปปั้นของเมดูซ่าในปัจจุบัน ถูกตั้งกลับหัวเอาไว้
ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่า เพื่อเป็นการแก้เคล็ดจึงมักเห็นศีรษะของเมดูซ่า ตั้งกลับหัวหรือตะแคง ดังนั้นการตั้งรูปแกะสลักดังกล่าวเป็นการตั้งไว้เพื่อให้เมดูซ่าปกป้องอุโมงค์แห่งนี้
กระนั้นก็ตาม แม้อุโมงค์แห่งนี้จะเป็นสถานที่สำคัญในยุคสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน แต่เมื่อกรุงจักรวรรดิไบเซนไทน์ เปลี่ยนผ่านอำนาจมาสู่ยุคของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ของชาวเติร์กมุสลิม และกรุงคอนสแตนติโนเปิล ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอิสตันบูล (Istanbul) มุสลิมเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานของอุโมงค์แห่งนี้ไปโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลที่ว่า ชาวมุสลิมจะไม่ใช้น้ำที่อยู่นิ่งกับที่ ไม่ไหลเวียน และไม่มีอากาศถ่ายเท จึงเป็นเหตุผลที่อุโมงค์แห่งนี้ถูกปิดเงียบอยู่ในโลกใต้ดิน และรอการค้นพบอีกครั้ง
-Z-
 -สนับสนุนโดย-


อ่านเรื่องเก่าใน Z-World