‘วิจัยภัยพิบัติ’ เพื่อการเรียนรู้-อยู่รอดของชุมชน



ช่วงเดือน ก..-.. 2560 ที่ผ่านมา ไทยเผชิญกับภัยพิบัติโดนเฉพาะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และแม้ภาครัฐจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ในมาตรา 12 นั้น ระบุให้หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ มีแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยหาแนวทางและมาตรการป้องกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง แต่บทเรียนที่ผ่านมา พบว่าแผนป้องกันนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามแผนที่วางไว้ องค์ประกอบสำคัญที่ขาดหายไป คือ ความรู้ บทบาทและทักษะที่ชุมชนควรได้รับการพัฒนา เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

เมื่อเดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่าเล็งเห็นถึงความสำคัญที่ต้องวิจัยและพัฒนาในประเด็นดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยจากบทเรียนในพื้นที่ตัวอย่างที่มีความเสี่ยงภัยพิบัติ ร่วมกับการพัฒนาชุมชนให้มีความรู้และทักษะที่จะเผชิญภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดซ้ำขึ้นอีก โดยในปี พ.ศ.2557 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนทุนวิจัย โครงการเรียนรู้อยู่กับภัยพิบัติ: นิเวศวัฒนธรรม สื่อ รัฐ กับพลวัตชุมชนเพื่อศึกษาประสบการณ์และการจัดการรับมือภัยพิบัติของชุมชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ (อุทกภัย) 8 แห่ง ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อยุธยา นครปฐม สงขลา และภูเก็ต โดยความรู้ที่ได้จากการศึกษาสามารถนำไปสื่อสารและขยายผลให้มีการดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนอื่น ๆ ต่อไป

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ หัวหน้าโครงการเรียนรู้อยู่กับภัยพิบัติ: นิเวศวัฒนธรรม สื่อ รัฐ กับพลวัตชุมชน เครือข่ายนักวิจัย สวรส. จากสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้นำทีมวิจัยลงพื้นที่ศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการผสมผสานการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพร่วมกับชุมชนที่เผชิญกับภัยพิบัติจากน้ำท่วมซ้ำซากหรือมีความเสี่ยงเกิดซ้ำในพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั้ง 8 แห่ง โครงการนี้ให้ความสำคัญกับ นิเวศวัฒนธรรมชุมชนซึ่งหมายถึงชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในระบบนิเวศหนึ่งๆ ย่อมมีการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมนั้นๆ จนตกผลึกเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมชุมชนเพื่อดำรงอยู่ในระบบนิเวศฯ ได้อย่างกลมกลืน เพราะชุมชนเป็นคนกลุ่มแรกที่เผชิญหน้ากับภัยพิบัติ การศึกษานี้จึงเป็นการศึกษาจากมุมมองของคนในชุมชน เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ชุมชนในบริบทที่มีความหลากหลายมาเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น ๆ

ทีมงานวิจัยได้มีการดำเนินการศึกษาร่วมกับชุมชน โดยเริ่มต้นจากการทำฐานข้อมูลชุมชนกับภัยพิบัติในทุกมิติของพื้นที่ที่นำคำบอกเล่าและประสบการณ์คนในชุมชนมาวิเคราะห์ โดยมี เครื่องมือภัยพิบัติชุมชน 9 ชิ้น (ที่พัฒนามาจากเครื่องมือ 7 ชิ้น วิถีชุมชน ของนักมานุษยวิทยาชุมชนที่ใช้ศึกษาชุมชน) มาใช้เป็นเครื่องมือช่วยมองปรากฏการณ์ ซึ่งเครื่องมือแต่ละชิ้นจะมีจุดเด่นที่สามารถเข้าถึงและค้นหาความเข้าใจในแต่ละมิติภัยพิบัติของชุมชน

เครื่องมือภัยพิบัติ 9 ชิ้น ประกอบไปด้วย

1) ผังประวัติศาสตร์ภัยพิบัติชุมชน เป็นการรวบรวมเหตุการณ์ภัยพิบัติด้วยแผนผัง อาศัยข้อมูลจากคนในชุมชนร่วมกันวิเคราะห์เงื่อนไขที่ส่งผลต่อการเพิ่มหรือลดความเสียหายอย่างเป็นเหตุเป็นผลในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลให้ชุมชนสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงในพื้นที่และยังแสดงให้เห็นว่าภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว
2) แผนที่ชุมชนรับมือภัยพิบัติ แผนที่มีชีวิตที่เกิดจากการเดินดินสำรวจชุมชนระบุแหน่งสถานที่สำคัญ พื้นที่ความเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง การทำแผนที่ส่งผลให้ชุมชนเข้าใจมิติกายภาพและความสัมพันธ์ในชุมชน

3) ผังเครือญาติ เป็นการใช้สัญลักษณ์แสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระบบเครือญาติหนึ่งๆ

4) ผังเครือข่ายและองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือช่วยให้มองเห็นความหลากหลายและเข้าใจเครือข่ายและองค์กรทั้งแบบทางการและไม่ทางการ ซึ่งเป็นทุนทางสังคมที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาชุมชนได้อย่างไรบ้าง

5) ระบบสื่อสารชุมชน เป็นเครื่องมือรวบรวมช่องทางการสื่อสาร ที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับงานภัยพิบัติ เช่น ระบบแจ้งภัย เตือนภัย

6) ตารางทุนชุมชน เพราะเชื่อว่าชุมชนไม่ใช่ภาชนะว่าง จึงมีการสำรวจศักยภาพชุมชนเพื่อดึงขีดความสามารถนั้นเพื่อประยุกต์ใช้ต่อการรับมือภัยพิบัติ เช่น ความรู้ภูมิปัญญา องค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชน เป็นต้น

7) ปฏิทินชุมชน ปฏิทินภัยพิบัติ เป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลกิจกรรม เหตุการณ์ เช่น ประเพณีชุมชน วันสำคัญ ช่วงที่เคยเกิดภัยธรรมชาติ เพื่อการวางแผนและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า

8) ระบบสุขภาพและการแพทย์ฉุกเฉิน ข้อมูลสุขภาพชุมชนในสถานการณ์ปกติและฉุกเฉิน เช่น บุคลากร หน่วยบริการ ระบบส่งต่อผู้บาดเจ็บ เครื่องมือทางการแพทย์ ยา ช่องทางติดต่อ มีความสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบางช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติ

9) เรื่องเล่าภัยพิบัติ รวบรวมประสบการณ์ การเผชิญภัยพิบัติ เรื่องราวการร่วมมือของชุมชน ฯลฯ


จากการนำเครื่องมือภัยพิบัติชุมชน 9 ชิ้นมาใช้ กรณีพื้นที่ศึกษาชุมชนบ้านวังตลับและทรายเพชร ตำบลถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มติดริมแม่น้ำตาปี เกิดน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทีมวิจัยสนับสนุนให้ชุมชนจัดทำฐานข้อมูล ช่วยทำให้เห็นการจัดการภัยพิบัติของชุมชนที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ซึ่งมีความสอดคล้องกับองค์ประกอบของเครื่องมือภัยพิบัติชุมชน เช่น ชุมชนมีการจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่เดินดินฉบับชุมชน โดยปรับปรุงจากแผนที่ของ รพ.สต.ถ้ำพรรณรา และเพิ่มเติมข้อมูลจำเป็นพื้นฐาน เช่น ระบุบ้านประชากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ เพื่อการให้ความช่วยเหลือ การกำหนดเส้นทางอพยพ โดยสำรวจข้อมูลจากผู้นำชุมชน อสส. และนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการให้ความช่วยเหลือ เช่น ถนนเส้นไหนเอาเรือเข้าไปได้ เส้นทางไหนยากลำบาก หรือในการเตรียมแผนอพยพ   ในสภาวะน้ำท่วม ซึ่งเรือและเสื้อชูชีพนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้อพยพผู้คนในครัวเรือน จึงมีการเสนอและผลักดันให้ท้องถิ่นจัดหาเรือและเสื้อชูชีพแก่ชุมชนในทุกหลังคาเรือน รวมทั้งมีการเตือนภัยและกู้ชีพ เช่น การสร้างทีมกู้ภัยกู้ชีพ โดยส่งตัวแทนชาวบ้านเข้ารับการอบรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น การเคลื่อนย้ายคนบาดเจ็บในพื้นที่น้ำหลากและบนบก การใช้เรือ การใช้เชือกและอุปกรณ์เคลื่อนย้ายต่างๆ ตลอดจนการใช้วิทยุสื่อสาร ในการรับข่าวสารการแจ้งเตือนภัยจากทางจังหวัด เป็นต้น

จะเห็นว่าเครื่องมือภัยพิบัติชุมชนได้ช่วยให้เกิดการรู้ นิเวศวัฒนธรรมชุมชนมิติต่างๆ ทั้งการรู้ประวัติศาสตร์ รู้คน รู้ชุมชน รู้พื้นที่กายภาพ ซึ่งกระบวนการที่มีการเริ่มต้นจากข้อมูลเหล่านี้ เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ภายในชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ถึงวันนี้ชุมชนบ้านวังตลับและทรายเพชร ต.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช มีแผนรองรับภัยพิบัติฉบับชุมชน และได้กลายเป็นบทเรียนจากท้องถิ่นให้พื้นที่อื่นๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันต่อไป

โครงการเรียนรู้อยู่กับภัยพิบัติ: นิเวศวัฒนธรรม สื่อ รัฐ กับพลวัตชุมชน ได้มีการศึกษาต่อเนื่องเป็นโครงการระยะที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการศึกษาในปี 2560 โดยศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องภัยแล้ง ดินถล่ม แผ่นดินไหว และไฟป่า ในพื้นที่แตกต่างกัน เพื่อเปิดมุมมองต่อการจัดการภัยพิบัติของชุมชนคนในพื้นที่ สร้างองค์ความรู้ให้เกิดความเข้าใจปรากฎการณ์ และเกิดวิธีการจัดการต่อประเด็นภัยพิบัติ ที่อาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้การจัดการภัยพิบัตินั้นมีความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ต่อไป

-Z-
Ads



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World