'มะเขือเทศฆ่าตัวตาย' ภาวะล่มสลายและภัยพิบัติของนักเขียน

"บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจยังไม่กินเรา เอาไปเก็บไว้ก่อน"
"เดี๋ยวมนุษย์ก็ต้องฆ่าเราอยู่ดี"
"ทำไงได้ เกิดเป็นมะเขือเทศก็ต้องเจออย่างนี้แหละ"
ถ้อยความจากบทสนทนาระหว่างมะเขือเทศต่างรุ่น จากเรื่องสั้นที่ปรากฏในเล่ม 'มะเขือเทศฆ่าตัวตาย' บอกเล่าผ่านน้ำเสียงกวน ๆ ทว่าลึกซึ้งกินใจ นพพร สันธิศิริ นักเขียนหนุ่ม คือเจ้าของผลงานชื่อหนังสือประหลาดล้ำเล่มนี้ แม้ "มะเขือเทศฆ่าตัวตายของเขาจะไม่ผ่านเข้าไปในรอบลองลิสต์ซีไรต์ปี 2560 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้ถูกพูดถึงในฐานะเรื่องสั้นแนวสัจนิยมมหัศจรรย์จากคนเขียนหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง เป็นงานเชิงทดลองที่ท้าทายความคิดผู้อ่าน และแม้ชายหนุ่มจะเปรยว่าเพิ่งได้รู้จักคำว่า ‘Magical Realism’ (สัจนิยมมหัศจรรย์) มาไม่กี่ปีนี้ แต่กับเรา เราขอทึกทักว่าเขาเป็นคนเล่นกับเรื่อง สัญญะลักษณาการนั้นได้ดี ในงานของเขาบางทีแมวอาจจะพูดได้ หรือจู่ ๆ ปลาทองอาจจ้องหน้าคุณให้หลุดลอยฝันเพ้อ แหงแหละ ก็ในเมื่อเรื่องสั้นของเขามีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้อ่านตีความเอง เราก็เลยตีขลุมไปกับผัสสะที่ตัวหนังสือนั้นจู่โจมรุกเร้าเรามา .
สายวันนั้น เรานัดกันที่ร้านกาแฟย่านโรงงานแห่งหนึ่งในนนทบุรี ถิ่นที่เขาอยู่และเห็นความเปลี่ยนแปลงมากว่าสามทศวรรษ ผ่านบทสนทนารายรอบด้วยแมกไม้ประดิษฐ์ประดับร้าน ตอนหนึ่งเขาแอบบอกเล่าถึงภาวะล่มสลายของแถบถิ่นถนนสายนี้ไว้ด้วย กระทั่งคาเฟอีนซึมสู่ร่างกาย สิ่งต่าง ๆ ทั้งความคิด แรงดลใจ หลากเรื่องล่มสลาย เวลาสิบปีที่ทลายตะกอนความคิดเป็นหนังสือเล่มนี้ก็พรั่งพรูออกมาจากคนทำอาชีพจัดเนื้อหาในนิทรรศการในคราบนักเขียนผู้นี้
ภาวะเรื่องสั้นมะเขือเทศฆ่าตัวตาย

นพพร สันธิศิริ เจ้าของผลงานชื่อหนังสือ มะเขือเทศฆ่าตัวตาย
"มันเริ่มจากประมาณสิบปีที่แล้ว รู้สึกว่าร่างกายมันเป็นกรงขังจิตใจ ทำยังไงถึงจะทำลาย อะไรพวกนี้ได้ แล้วค่อย ๆ พัฒนามา แล้วสุดท้ายก็อย่างที่เห็นแล้วว่า มะเขือเทศฆ่าตัวตายก็พยายามตีความว่าต้นเหตุของปัญหาคือร่างกาย คือเนื้อของมัน"
และเหตุที่ใช้มะเขือเทศ ไม่ใช้สิ่งมีชีวิตอื่น นพพรบอกว่าก็ไม่ค่อยมีเหตุผล "จริง ๆ เพราะเห็นว่ามันน่ารักดี แล้วถ้ามองในแง่การตลาดมันดูป๊อป มองไปไกลกว่านั้นสมมติงานได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ทั่วโลกก็น่าจะรู้จักอันนี้ มากกว่ามะเขือเปราะ มะเขือยาว" (ภายหลังงานชิ้นนี้ถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยวารสารฉบับหนึ่งของมหาวิทยาลัยโตเกียว)
เมื่อถามถึงความคาดหวัง "ใช่ครับ คาดหวัง แต่ตอนเขียนเสร็จนั้นเก็บไว้เป็นปีเลย ไม่ได้ส่งไปที่ไหน รู้สึกว่าขนาดมันยาวเกินไปกว่าที่จะลงพื้นที่เรื่องสั้น ของหนังสือพิมพ์มติชน สยามรัฐ เนชั่นอะไรพวกนั้น คิดว่าแนวมันคงไม่เหมาะด้วย เรื่องนี้เหมือนพูดอะไรไม่รู้"
เรื่องมะเขือเทศฆ่าตัวตาย เขาเขียนเสร็จประมาณปี 2556 แล้วทิ้งไว้หนึ่งปี จนได้ลงช่อการะเกด ซึ่งเป็นสนามประกวดเรื่องสั้น (ตอนนั้นช่อการะเกดฉบับรัฐประหารกับสังคมไทย ปี 2558) เขารู้สึกว่ามือเรื่องสั้นถ้าได้ลงช่อการะเกดนี่ถือว่าเจ๋งที่สุดแล้ว กระทั่งบรรณาธิการ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ประกาศว่าผ่านการพิจารณาตีพิมพ์แค่นั้นก็กรี๊ดแล้วอ่ะเขาโพล่งขึ้นมาด้วยความยินดีถึงตอนนั้น
คุณอ่านจบแล้วรู้สึกยังไง?
เมื่อถูกถามด้วยคำถามนั้น เลยเป็นหน้าที่ที่ต้องตอบบ้าง ว่าเรื่องสั้นของเขา มีมุมมองของการปลงกับชีวิตอะไรสักอย่าง
สิ่งที่มันจะเกิดขึ้น อยู่ที่เราเลือกว่าจะมองแบบไหน หรือเป็นอะไรไหม ?
"ผมจะบอกว่าทั้งหมดที่ทำออกมาจะสื่อว่า ไม่ต้องสนใจคนเขียน ว่าคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความคิดของคนอ่าน ณ ตอนนั้น เพราะว่าศิลปะมันควรจะมีความคลุมเครือ มันไม่ควรจะเล่าตรง ๆนักเขียนหนุ่มเปรยไว้อีกครั้ง
นพพรยังเล่าว่าเรื่องนี้มีหลายชั้น ชั้นแรกคือประสบการณ์ของตัวมะเขือเทศเอง พาคนอ่านเข้าไป ผจญภัย สมมติว่าคุณเป็นมะเขือเทศคุณจะเจออะไร อะไรแบบนั้นมันคือความสนุกเรื่องราวสนุกสนาน
ชั้นที่สองคือ ข้อจำกัดจากที่บอกว่า ร่างกายเป็นกรงขังจิตใจ มันคือข้อจำกัดของชีวิต ถ้ากลับไปดูในเรื่องจะเห็นว่าพยายามเล่นกับข้อจำกัดตลอดทั้งเรื่อง เพราะคุณเป็นมนุษย์ คุณเลยฟังเสียงอื่นไม่ได้ยิน คุณเลยมีคลื่นความถี่ที่คุณรับได้ในหูประมาณหนึ่ง จะมีแบบนี้ตลอด และมะเขือเทศก็มีข้อจำกัดนั้น
แล้วหลากเรื่องราวในมะเขือเทศฆ่าตัวตายเป็น magical realism ไหม?
"มันเป็นคำขาย สิ่งที่จะพูดจริง ๆ คือ magical realism มันถูกแปลเป็นไทยว่า สัจนิยมมหัศจรรย์เพิ่งได้ยินคำนี้ ไม่กี่ปีนี้เอง" นักเขียนหนุ่มเล่าต่อไปว่าด้วยรู้สึกชีวิตปกติมันน่าเบื่อ มันมีเหตุผล มีระบบอะไรที่แน่นอนของมันอยู่แล้ว เลยอยากพาผู้อ่านไปสู่ประสบการณ์พิเศษ อยากสร้างภาวะนั้นขึ้นมาในช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่เขาอ่าน แค่นั้นเอง แล้วในหัวก็มีแต่เรื่องพวกนี้ พอเห็นอะไรที่ธรรมดาก็จะเกิดจินตนาการว่ามันน่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ตั้งคำถามใหม่ ๆ ว่าถ้ามันมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงเกิดขึ้น สิ่งที่เรารู้สึกจะเป็นยังไง อยากพาคนอ่านไปสู่ภาวะพิเศษในช่วงเวลาสั้น ๆ
นพพรเกริ่นถึงตอนเริ่มเขียนว่าตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยไม่เคยอยู่ชมรมวรรณศิลป์หรือชมรมอะไรเลย ฝึกเขียนคนเดียว มีเรื่องที่เขียนและได้รางวัลในชมรมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ตอนนั้นก็เขียนไว้เป็นปีและเก็บไว้ จนทราบข่าวเขามีประกาศรับเรื่องสั้นประกวด ก็ส่งไปแล้วก็ได้รางวัล ตอนนั้นเขาเขียนเรื่องเศรษฐกิจปี 2540 เล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ทำงานวงการโฆษณาแล้วได้เงินเดือนเยอะ ๆ แล้วจู่ ๆ เศรษฐกิจมันล่มเขาเลยกลับมาทำงานง่าย ๆ เงินน้อย ๆ เข้าใจชีวิตมากขึ้น
มันเป็นเรื่องเชย ๆ ก็ไมได้ส่งไปตีพิมพ์ที่ไหนหรอก มันไม่เท่ไง มันไม่ดีเด่อะไร แค่มีโครงสร้างที่จะเป็นเรื่องสั้นได้เขาสะท้อนถึงชีวิตการเขียนของตัวเองในวันวานนั้น
แล้วตอนเริ่มเขียนจริง ๆ นพพรเปลือยใจว่าเริ่มจากการอ่านหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะที่เปิดรับเรื่องสั้น ก็อยากได้ตังค์เรื่องละ 700 บาท ก็เลยฝึกเขียน มีแรงบันดาลใจสำคัญคือพี่ ดำรงค์ อารีกุล สมัยนี้แกไม่ค่อยเขียนงานใหม่ ๆ ละ แต่เมื่อก่อนแกคือตัวท็อปของขายหัวเราะเลย ได้แรงบันดาลใจเขียนหนังสือเพราะแกเลยเอาจริง ๆ นอกจากนั้นคือมาจากความคิดส่วนตัวประสบการณ์ส่วนตัวและอีกด้านคือความคิดพิเรนท์ ๆ อะไรขึ้นมาได้เลย แล้วหยิบเป็นพล็อตแล้วเอามาพัฒนาต่อ ส่วนหนังสือที่มีอิทธิพลต่อเขามาก ๆ คือ เมตามอร์ฟอร์ซิส ของ ฟรันซ์ คาฟกา กับเรื่อง คนหัวหมาที่ ปราบดา หยุ่น แปลของนักเขียนอเมริกันคนหนึ่งชื่อ อาเธอร์ แบรดฟอร์ดเป็นรวมเรื่องสั้นเหมือนกัน
"ทั้งสองเล่มบอกว่ามันมีงานแบบนี้ว่ะ! มันมีคนที่เขียนเรื่องจนจบ พิลึกพิลั่น และสามารถทำให้มันออกมาเป็นเรื่องได้จริง ๆ
แต่เรื่องแรกที่กระแทกใจชายหนุ่มจริง ๆ คือ เมตามอร์ฟอร์ซิส(กลาย)
สมัยนั้นต้องหาอ่านเอง อย่างตอนเป็นวัยรุ่นกว่านี้อยากอ่าน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (นวนิยายจาก กาเบรียล กาเซียร์ มาเกซ นักเขียนรางวัลโนเบล ชาวโคคอมเบีย) มาก มันหาไม่ได้มันหายไปจากท้องตลาดนั้นแล้ว แล้วก็สมัยนี้จะเห็นว่าหนังสือแปลเยอะมาก ในขณะที่สมัยนั้นหายาก หนังสือแปลก ๆ หายาก ส่วนใหญ่ก็อ่านงานคนไทย
นพพรจึงเห็นว่า Magical Realism มันมาทีหลัง หลังจากที่พัฒนางานตัวเองไปแล้ว โดยไม่รู้จะเรียกงานตัวเองว่าอะไร แล้วเขาคิดไปถึงการให้คำจำกัดความอะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องของคนอ่าน และของนักวิจารณ์เลยไม่รู้ว่าตัวเองเขียนแนวอะไร
ส่วนวงการวรรณกรรมไทยเท่าที่รู้สึก เขาตอบในฐานะคนสังเกตการณ์ว่ามันเปิดกว้างมากขึ้น มีสำนักพิมพ์เล็ก ๆ เอางานแปลก ๆ มาแปล รู้สึกมันจะเติบโตขึ้น หางานดี ๆ อ่านง่ายขึ้น แต่ถ้าการสร้างงานไม่รู้เหมือนกัน ส่วนกับงานตัวเอง มีช่วงที่ติดขัดตอนสร้างงาน ไม่ติดคือจะใช้เวลาสิบปีเหรอ หนึ่งคือฝีมือไม่ถึง เราคาดหวังกับตัวเองว่าจะเป็นงานลักษณะนี้ แต่ฝีมือไม่ถึงก็ฝึกเขียนอยู่นั่นแหละ
ส่วนข้อสอง อาจจะเป็นเรื่องของวินัย วินัยในการฝึก แต่อาจจะไม่ทั้งหมด เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ รสนิยม ที่ต้องรอเวลาจนกระทั่งมันเต็มน่ะ ถึงจะรู้ว่าจะทำแบบนี้ได้ยังไง มันเป็นการเติบโตน่ะ
การนำศิลปะและศาสตร์แขนงอื่นมาใส่ในงานเขียน?
ก็เสพงาน ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูงานศิลปะ เพลงก็ฟังเรื่อยเปื่อยหลายแนว ดนตรีทดลอง อะไรแปลก ๆ คือพยายามฟังอะไรให้มันกว้างไว้แค่นั้น”
เขายังเล่าถึงเรื่องวิลาสินีที่ปรากฏเรื่องแรกในเล่ม เอาเพลงของ คุณหญิงพวงร้อย สนิทวงศ์ มาประกอบเจือบรรยากาศ เพราะเห็นว่ามันเศร้า มันงดงาม มันสวยงาม ผู้หญิงคนนั้นเหมือนอยู่ในโลกของเธอ ซึ่งไม่สัมผัสและไม่เชื่อมกับความเป็นจริงภายนอก ส่วนเรื่องฝนเดือนหกนั่น ฟังเพลงของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ แล้วก็รู้สึกว่ามันมีสัญลักษณ์อยู่ในนั้น จึงเอามาใช้เป็นสัญลักษณ์
ในเนื้อเพลงมันจะพูดถึงวงจรของธรรมชาติ เมื่อถึงเดือนหกซึ่งไม่ใช่เดือนมิถุนายนนะ มันจะเป็นเดือนห้าถ้านับแบบจันทรคติมันคือหน้าฝน ฝนแรกพอมีฝนมาก็จะมีกบร้อง เพราะว่ากบมันได้ฝนแรกอะไรก็ว่าไป เป็นภาพสะท้อนถึงวงจรที่เป็นปกติของธรรมชาติ มันคือแบบนั้นแหละ ฟังเพลงแล้วก็ปิ๊งขึ้นมา
เขายังบอกอีกว่าจริง ๆ ฉากในนั้นก็คือแถวนี้ เมื่อก่อนเป็นท้องนาหมดเลยสามสิบปีที่แล้ว เป็นท้องนาแล้วก็เลี้ยงควาย แล้วมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยน ก็คือส่วนหนึ่งของงานก็จะมาจากแรงบันดาลใจชีวิตจริง เพราะเห็นสิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนไป
ส่วนเรื่อง ดาวคือเอาบทบันทึกและเหตุการณ์จริง ๆ รอบตัวของเขาบ้างของเพื่อนบ้างเอามาเขียน เช่นเล่นไพ่หลังห้อง ดูหนังสือโป๊ ส่วนเหตุการณ์ที่กินปลาทองก็คือเรื่องจริงจากอีกโรงเรียนหนึ่งที่เคยได้ยินมาจริงไม่จริงก็บันทึกไว้ เขียนไว้นานแล้ว ไม่รู้จะลงส่งที่ไหน เห็น อุทิศ เหมะมูล มาทำนิตยสารไรเตอร์ คิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง น่าจะชอบงานแบบนี้ ก็เลยลองส่งไป
ส่วนตอนสุดท้ายจาก 8  ตอนของร่วมเรื่องสั้นนี้คือ คือ ปลาวาฬเขาบอกว่า เปรียบเหมือนเพลงบรรเลงจบ กระทั่งเราสงสัยว่ามันมีลักษณะ Interlude (ดนตรีบรรเลงระหว่างฉาก) ในงานเขียนด้วยเหรอ?
เฟี้ยวป่ะ ?” คือคำถามที่นักเขียนย้ำคืน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่าถ้ามองว่าอันนี้เป็นอัลบั้มเพลง มันก็จะมีการเรียงของเพลง ทั้งหนัก ทั้งเบา ก็ว่าไป พอเราฟังบางอัลบั้มเพลงมันก็จะมีเพลงบ้า ๆ บอ ๆ สักเพลงเข้ามาใส่เพราะว่าศิลปินรู้สึกสนุก ก็เลยทำไปอย่างนั้นแหละ
และยังบอกอีกว่า ถ้าอย่างชุด YKPB ของพี่โป้ โยคี เพลย์บอย มันจะมีเพลงกีต้าร์โปร่งเพลงหนึ่งสั้น ๆ ดูเหมือนไร้สาระหน่อย ๆ เลยคิดว่าทำได้ ก็เลยทำบ้าง เรื่องมันก็คือการบันทึกความรู้สึกแวบหนึ่ง ที่เราเกิดเข้าใจชีวิตบางอย่างขึ้นมา โดยไม่บอกว่าเราเข้าใจอะไร
เมื่อนักเขียนผจญ(ภัย)พิบัติ
นพพรบอกว่ามีเรื่องฝนเดือนหกที่รู้สึกว่าเป็นความล่มสลายของสังคมเกษตรกรรม จากการพัฒนาเมือง พัฒนาสังคม คือสังคมเกษตรกรรมเป็นพื้นฐานของสังคมไทย แล้วมันล่มสลายจากการพัฒนาเมืองเข้ามา สารของเรื่องนี้คือสิ่งนี้เท่านั้นเอง
ในเรื่องนั้นจะบอกว่า เราลืมพื้นฐานของภูมิประเทศนี้ ซึ่งมันมีความอุดมสมบูรณ์ แต่เราไปในทิศทางอุตสาหกรรม ก็จะเห็นว่ามันมี Symbolic ที่น่าขยะแขยงหลายอย่าง มีสิ่งผิดปกติหลายอย่าง
ใส่เข้าไป อัดเข้าไป เต็มที่ สนุกดีตอนเขียน เรื่องนั้นน่าจะเป็นเรื่องเดียวที่พูดถึงความล่มสลายชัดเจนที่สุด ตอนนั้นเกิดที่กรุงเทพฯ และย้ายมาที่นี่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว อยู่ในซอยตรงกันข้ามนี่แหละ เห็นตั้งแต่ที่นี่เป็นท้องนา เป็นคูน้ำ เป็นถนนสองเลน ที่เหลือก็เป็นพงหญ้าเป็นอะไรไป มีความเสียดายธรรมชาติของนนทบุรีที่เราเห็น
เขายังบอกอีกว่า "จริง ๆ อยากเล่าของปี 2554 ขวบปีที่น้ำท่วมหนักน่ะ แถวนี้ประมาณเมตรกว่า(เขาชี้ภาพให้ดู) ตรงนี้เป็นคลอง เรือแม่งวิ่ง รถทหารวิ่ง คนก็วุ่น ฉิบหายวายป่วง เละเทะอ่ะ
ด้วยต้องหนีไปอยู่ที่อื่น อพยพไป เพราะเข้าบ้านไม่ได้เลย เป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาพอสมควร จึงอยากเขียนมันออกมา ตอนนั้นก็เศร้าโศกต้องออกจากบ้านไปเป็นเดือน
คงเป็นเหตุการณ์ที่เซอร์เรียล เหนือจริง เหมือนในหนัง หมู่บ้านที่คนอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ร้าง คนหายเงียบหมด น้ำท่วมเต็ม มันมีภาวะที่น่าสนใจอยู่ตรงนั้น มันคือเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก น่าหยิบเอามาเขียน อาจจะเอามาใช้เป็นฉากเฉย ๆ ก็ได้ มันเป็นวัตถุดิบที่มีค่า ส่วนเรื่องล่มสลายอื่น ๆ ที่นักเขียนคนนี้สนใจคือ เรื่องพลาสติกมันเกิดการผลิตและใช้ เกิดขยะจำนวนมาก สุดท้ายมันแตกสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกขนาดเล็ก ในทะเล อันนี้ก็น่าเล่นมาก แต่ก็ยังคิดไม่ออก เก็บไว้ก่อน
รสเรื่องล่มสลายที่อยากเล่า
นพพรยังรับอีกว่า จริง ๆ เราหมกมุ่นกับเรื่องโลก มันเลวร้ายอะไรพวกนี้ ตั้งแต่วัยรุ่น รู้สึกหดหู่ พออายุมากขึ้นแก่มากขึ้น ก็มีความเข้าใจในชีวิตมากขึ้นว่า โลกมันเป็นแบบนี้แหละ ปราบดา หยุ่น เคยเขียนว่ามันเป็นธรรมชาติที่ต้องโดนทำลาย เป็นวงจร ถ้ามองว่าเป็นธรรมชาติมันก็แค่นั้น โลกไม่ได้แย่ หรือถูกทำลายเป็นครั้งแรก ในสมัยตอนกรุงศรีอยุธยาแตกปี 2310 คนก็คงรู้สึกว่าชีวิตแย่เหมือนกัน
เขากล่าวเสริมว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้ หรือยกตัวอย่างตอนตอนไดโนเสาร์สูญพันธ์โลกก็คงแย่ มันก็เป็นวงจร ก็เกิดใหม่ เลยสรุปได้ว่าชีวิตก็ควรมีความหวัง อย่าหดหู่กับมัน โลกมันจะล่มสลายแค่ไหน เราก็มีส่วนเลือกได้ที่จะทำให้มัน เจ๊งเร็วขึ้นหรือเจ๊งช้าลง ชีวิตคุณสามารถเกื้อกูลคนอื่นได้ อย่างน้อยต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดี โลกข้างนอกมันแย่ ข้างในไม่จำเป็นต้องแย่ตาม
ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างนอกจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ในใจคุณอย่าแย่ คุณสร้างได้ ขอให้ความหวังและก็ทำมัน คุณเปลี่ยนโลกตัวเองข้างในได้ตลอดเวลา”
โดยรวมเขาพยายามบอกเราว่าหากมองแต่ด้านดาร์ก ๆ จะหดหู่ ถ้าโตขึ้นแบบเขาจะเข้าใจชีวิตขึ้นก็จะบอกว่าจริง ๆ ในวิกฤตมันก็มีโอกาสเสมอ เราต้องอยู่ในข้อจำกัดนั่นแหละแล้ว ซึ่งถ้าตีความในคำพยากรณ์หรือศาสนาไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์หรือมะเขือเทศ เราก็มีอายุขัยจำกัด ควรจะทำประโยชน์เร่งพัฒนาตัวเองเพื่อฝึกฝนจิตใจอะไรก็แล้วแต่เป็นวาทะทิ้งท้ายจากคนเขียนมะเขือเทศฆ่าตัวตายเมื่อช่วงสายวันนั้น
-Z-
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย Weerawatt Nak


สั่งซื้อ มะเขือเทศฆ่าตัวตาย ได้จากร้าน ZOMBIE BOOKS



มะเขือเทศฆ่าตัวตาย
_______

"เรื่องสั้นชื่อประหลาด มะเขือเทศฆ่าตัวตาย เป็นเรื่องสั้นแนวทดลอง อย่างแน่นอน และจัดเป็นงานเขียนในชั้นเชิง Magical Realism ที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งนักในฐานะที่เป็นชิ้นงานของ 'หน้าใหม่ มือใหม่' " - สุชาติ สวัสดิ์ศรี

งานของนักเขียนหน้าใหม่อีกคนที่ส่งมาให้เราทางไปรษณีย์และมีคำการันตีท้ายปกอย่างที่ท่านได้อ่านไปแล้ว 8 เรื่องสั้นกับหนังสือขนาดเหมาะมือโดยฝีมือการเขียนของ นพพร สันธิศิริ-ที่เขาโปรยปกไว้ว่า รวมเรื่องสั้นอ่านเล่นสำหรับเย็นวันอาทิตย์-ใครที่พอมีเวลาว่างในเย็นวันอาทิตย์ก็น่าสนใจไม่น้อย
_______
ZOMBIE BOOKS

อ่านเรื่องเก่าใน Z-World