เมื่ออารยธรรมล่มสลาย: คู่มือดำรงชีวิตตั้งแต่ ‘วันแรก’ ถึง ‘ร้อยปีแรก’

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่งมีไวรัสร้ายแรงแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ผู้คนพ่ายแพ้ต่อไวรัสร้ายภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ อารยธรรมต่างๆ ล่มสลายลง มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ล้มตาย คุณ...เป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยที่รอดชีวิต เพราะภูมิคุ้มกันที่มีในตัวแต่กำเนิดทำให้ร่างกายของคุณต่อสู้กับไวรัสนั้นได้ แต่เมื่อฟื้นขึ้นมาจากพิษไข้ ก็พบว่าระบบสาธารณูปโภคทุกอย่างถูกตัดขาด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ไม่มีเชื้อเพลิง ถนนเงียบสงัดวังเวงไร้ผู้คน

ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ คุณจะทำอย่างไร... แน่นอน ความสับสนวุ่นวายย่อมเกิดขึ้นหลังจากหายนะผ่านพ้นไป แต่ในที่สุด มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมก็จะรวมตัวกันตั้งถิ่นฐานและสรรค์สร้างอารยธรรมขึ้นใหม่ในไม่ช้า อะไร...คือสิ่งที่เราต้องเริ่มทำเป็นอันดับแรก ความสามารถด้านใดที่เราต้องฟื้นฟูมันขึ้นมาให้ได้ ลองมาดูลำดับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้กัน

วันแรกๆ หลังจากหายนะ (FIRST FEW DAYS)


เมื่อไม่มีคนคอยควบคุมดูแลโรงไฟฟ้า ระบบโครงข่ายไฟฟ้าก็ไม่สามารถส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าต่อไปได้ แต่เรายังสามารถใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์หรือเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กที่หาได้ตามอาคารต่างๆ แก้ขัดไปก่อน อินเตอร์เน็ตก็จะใช้การไม่ได้เช่นกันหลังจากพลังงานที่ไปหล่อเลี้ยงแบ็คอัพเซิร์ฟเวอร์หมดลง เราจึงไม่สามารถค้นคว้าข้อมูลต่างๆ จากกูเกิ้ลได้อย่างเคยอีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์มือถือของคุณจะหมดประโยชน์ไปเสียทีเดียว เพราะเข็มทิศในมือถือนั้นยังสามารถทำหน้าที่บอกทิศอยู่ได้ด้วยเครื่องมือวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็ก (magnetometer) ภายในตัวเครื่อง และแผนที่ที่ถูกโหลดมาล่าสุดก็ยังช่วยนำทางเราได้ด้วย GPS ระบบ GPS จะยังทำงานได้ดีไปอีกสัก 2-3 สัปดาห์ แต่ประมาณหกเดือนหลังจากนั้น ระบบระบุตำแหน่งก็จะเริ่มไม่แม่นยำจนกระทั่งใช้การไม่ได้ในที่สุด

สิ่งที่คุณต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือ การหาน้ำดื่มและอาหารกระป๋องมาสำรองไว้ รวมทั้งเสื้อผ้าสำหรับเผชิญอากาศภายนอกด้วย 

สัปดาห์แรกๆ (FIRST WEEKS)


ภายในช่วงสัปดาห์แรกๆ คุณอาจจะได้เจอกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ จงใช้ความระมัดระวังในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าเหล่านี้จนกว่าจะเจอกลุ่มคนที่ไว้ใจได้จริงๆ กลุ่มของคุณจะช่วยกันปกป้องคุ้มครองกันและกัน และยังช่วยได้มากเวลาที่คุณต้องตามล่าหาเสบียงอาหารหรือของใช้จำเป็นอื่นๆ

จนถึงตอนนี้ เมืองที่เคยศิวิไลซ์ก็คงกลายสภาพเป็นสถานที่ที่ไม่น่าดูเสียแล้ว ซากศพส่งกลิ่นเหม็นอบอวล ไม่มีไฟฟ้าใช้ แหล่งน้ำต่างๆ ปนเปื้อน พื้นก็เป็นคอนกรีตแข็งกระด้าง สถานที่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตที่สุดในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นกระท่อมเล็กๆ ในแถบชนบทนอกเมืองที่มีกองไฟสำหรับทำอาหารและให้ความอบอุ่นมากกว่าอพาร์ตเมนท์ทันสมัยในเมือง ในขณะที่คุณเริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองอีกครั้ง คุณก็ยังสามารถกลับไปยังซากเมืองเพื่อเสาะหาสต็อกของใช้จำเป็นได้ตลอดเวลา

เดือนแรกๆ (FIRST MONTHS)


สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในตอนนี้คือ คุณจะหาน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยและหลีกเลี่ยงโรคที่มากับน้ำได้อย่างไร การต้มนั้นเป็นวิธีที่ฆ่าเชื้อโรคได้แน่นอน แต่ก็สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เม็ดฟู่สำหรับฆ่าเชื้อโรคในน้ำอาจจะพอหาได้จากร้านขายอุปกรณ์เดินป่า แต่ท้ายที่สุด ความรู้พื้นฐานทางเคมีนั่นเองเป็นสิ่งที่คุณต้องการ

เราสามารถฆ่าเชื้อโรคในน้ำด้วยหลักเคมีง่ายๆ โดยการหาน้ำยาทำความสะอาดครัว (kitchen bleach) หรือแม้กระทั่งผงคลอรีนที่ใช้ในสระว่ายน้ำ (sodium hypochlorite and calcium hypochlorite) แล้วนำมาเจือจางในน้ำจนกระทั่งจุลินทรีย์ถูกฆ่าและไม่เป็นอันตรายต่อตัวคุณ แต่หากหาคลอรีนไม่ได้ สิ่งที่จะช่วยฆ่าเชื้อในน้ำก็คือแสงอาทิตย์นั่นเอง วิธีนี้เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกถ่ายทอดให้กับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เพียงใส่น้ำที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อในขวดพลาสติก และนำไปวางไว้กลางแดดสัก 1-2 วัน รังสีอัลตร้าไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ก็จะทะลุผ่านขวดพลาสติกและช่วยฆ่าเชื้อโรคได้

การล้างมือให้สะอาดเป็นวิธีที่สามารถป้องกันโรคแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถทำสบู่ที่ใช้ล้างมือได้เองจากปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis) ของไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืช ซึ่งก็คือการที่น้ำเข้าไปสลายพันธะ ทำให้สารโมเลกุลใหญ่แตกตัวเป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กลง ทำได้โดยการนำไปต้มกับอัลคาไล ซึ่งสารอัลคาไลนี้สามารถสกัดได้จากธรรมชาติรอบตัวเรา เช่น โพแทช (potassium carbonate) ซึ่งเป็นน้ำด่างที่ได้จากการชะล้างขี้เถ้าของไม้เนื้อแข็งและโซดาแอชที่ได้จากการเผาสาหร่ายทะเลหรือพืชทนเค็มต่างๆ เช่น หน่อไม้ฝรั่งทะเล (samphire) ซอลต์เวิร์ต (saltwort) เป็นต้น 

ปีแรกๆ (FIRST YEARS)


เมื่อเสบียงอาหารที่มีอยู่หมดลง ก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่มเพาะปลูกอีกครั้ง แต่ปัจจุบันนี้จะมีสักกี่คนที่รู้วิธีปลูกธัญพืชหลักอย่างข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด?

แท้จริงแล้วธัญพืชเป็นพืชตระกูลหญ้า พืชเหล่านี้โตไวและให้เมล็ดที่มีคุณค่าทางสารอาหาร แต่ร่างกายมนุษย์เราไม่สามารถย่อยหญ้าได้โดยตรงเหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างวัวหรือควาย เราจึงต้องหาวิธีแปรรูปธัญพืชเหล่านี้ เช่นการโม่บดเมล็ดธัญพืชให้กลายเป็นแป้งแล้วนำไปอบออกมาเป็นขนมปัง เพื่อให้ร่างกายเราดูดซึมสารอาหารเข้าไปได้

แต่ปัญหาหลักก็คือ เราจะปลูกพืชพรรณเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร อาหารส่วนเกิน (food surplus) นั้นเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับอารยธรรมทั้งหลาย ลองคิดดูว่าหากคนหนึ่งคนสามารถผลิตอาหารให้พอเลี้ยงดูคนอีก 10 คนได้โดยที่คนเหล่านี้ไม่ต้องมาช่วยเหลือในการเพาะปลูก พวกเขาก็จะมีเวลาไปฝึกทักษะด้านอื่นๆ ให้เชียวชาญ สังคมก็จะมีศักยภาพมากขึ้น เครื่องมือที่ใช้สำหรับเตรียมดิน เช่น คันไถ คราด นั้นสามารถไปเสาะหามาได้ หรือไม่ก็หลอมขึ้นมาใหม่อย่างง่ายๆ จากเครื่องมือเหล็กที่มีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้แปลงปลูกอุดมสมบูรณ์อยู่อย่างสม่ำเสมอ ในเมื่อไม่มีปุ๋ยเคมี ก็ต้องเติมไนเตรทให้กับดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกและปลูกพืชหมุนเวียนตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลันเตา ถั่วเลนทิล โคลเวอร์ อัลฟัลฟา การใส่กระดูกที่ละลายในกรดลงในดินจะช่วยเพิ่มฟอสเฟต และการโรยผงชอล์กหรือหินปูนจะช่วยเรื่องกรด

 ทศวรรษแรกๆ (FIRST DECADES)


เมื่อชุมชนของเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น ไม่ต้องไปเสาะหาสิ่งของต่างๆ ที่เหลือทิ้งไว้ เราก็จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะดั้งเดิมต่างๆ ใหม่อีกครั้ง เช่น การตีเหล็ก การทำอุปกรณ์โลหะ และการใช้งานเครื่องจักรกลต่างๆ อารยธรรมต่างๆ ก้าวหน้าได้ด้วยการเติบโตของกำลังทางกล อย่างระหัดวิดน้ำ กังหันลม ไปจนถึงเครื่องจักรไอน้ำ กังหัน เครื่องยนต์สันดาปภายใน

อารยธรรมล้วนต้องขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิง ก่อนปลายยุค 1800 และการค้นพบถ่านหินและน้ำมันดิบ สารที่สำคัญต่างๆ เช่น กรดต่างๆ แอลกอฮอล์ ตัวทำละลาย น้ำมันดิน นั้นได้มาจากการนำไม้มากลั่นแห้ง (dry distillation) โดยการอบไม้ในตู้สุญญากาศ และเก็บของเหลวที่กลั่นออกมาในขณะที่ไม้กลายเป็นถ่าน รถยนต์ก็สามารถวิ่งได้ด้วยแก๊สที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซิส (วิธีการเผาแบบไม่ใช้ออกซิเจน) ของไม้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รถมากกว่าล้านคันในยุโรปก็ใช้เชื้อเพลิงที่ได้จากไม้แบบนี้เช่นกัน

เมื่อไม่มีน้ำมันดิบหลงเหลือให้ขุดเจาะอีก (เพราะก่อนหน้านี้ได้ใช้ไปจนหมด) คุณก็ยังสามารถผลิตไบโอดีเซลเพื่อใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรขึ้นมาเองได้ โดยการนำไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืชมาทำปฏิกิริยากับเมทานอล (แอลกอฮอล์ที่ได้จากการกลั่นไม้) และน้ำด่าง (ซึ่งได้จากการนำโซดาแอชมาทำปฏิกิริยากับปูนสุกที่ได้จากการเผาหินปูน) สำหรับอุตสาหกรรมเคมีที่เพิ่งเริ่มต้นเช่นนี้ สารที่สามารถสกัดออกมาได้ง่ายๆจะมีประโยชน์ใช้สอยหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น เอทานอลที่ได้จากการหมักเมล็ดพันธุ์พืชและกลั่นออกมาเป็นแอลกอฮอล์ สามารถใช้เป็นตัวทำละลายสารพัดประโยชน์ และเป็นสารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ ถ่านไม้ก็ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงเพื่อหลอมโลหะหรือผลิตอิฐหรือแก้วเท่านั้น แต่ยังเป็น 'ตัวรีดิวซ์ (reductant)' หรือสารที่ทำหน้าที่ให้อิเล็กตรอนแก่สารอื่น ดังนั้นมันจึงจำเป็นสำหรับการแยกโลหะออกจากสินแร่

ศตวรรษแรกๆ (FIRST CENTURIES)


วิธีเดียวที่จะทำให้สังคมหลังหายนะพัฒนาก้าวหน้าและค้นคว้าความรู้ขึ้นมาได้ใหม่ในระยะยาวก็คือ เราต้องเข้าใจกลไกของโลก และใช้ความเข้าใจนี้ในการแสวงหาหลักการของการคิดค้นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ และวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจกลไกของสิ่งต่างๆ ก็คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์  นั่นก็คือ การทดสอบทฤษฎีของคุณด้วยการทดลองที่ได้ออกแบบมาอย่างรอบคอบ หรือการตั้งข้อสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แท้ที่จริง วิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้นก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ในตัวของมันเอง ในแง่ที่ว่ามันก็คือเครื่องมือผลิตความรู้ประเภทหนึ่งนั่นเอง

วัตถุชนิดหนึ่งที่จำเป็นมากสำหรับการทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ก็คือแก้ว ซึ่งเป็นวัตถุที่ค่อนข้างแข็ง เฉื่อยต่อปฏิกิริยาทางเคมี และมีความโปร่งใส แก้วใช้ทำเครื่องมือต่างๆ เช่น หลอดทดลอง สำหรับเรียนรู้ปฏิกิริยาทางเคมี เทอร์โมมิเตอร์และบาโรมิเตอร์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องอุณหภูมิและความดัน ซึ่งเป็นหลักสำคัญของเทคโนโลยีการก่อสร้างอย่างเครื่องจักรไอน้ำ และเครื่องสันดาปภายใน แก้วยังใช้สำหรับทำเลนส์ของไมโครสโคปและเทเลสโคป สิ่งที่คุณต้องใช้ในการผลิตแก้ว ได้แก่ ซิลิกา โซดาแอช และปูนไลม์ ซึ่งก็มาจากทราย สาหร่ายทะเล และหินปูนนั่นเอง

ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ บวกกับความคิดที่มีตรรกะ มีความช่างคิดช่างสงสัย จะช่วยให้สังคมหลังยุคสิ้นสุดโลกของคุณฟื้นจากการล่มสลายได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้อาจจะใช้เวลานานหลายทศวรรษ แต่อารยธรรมใหม่ก็จะสามารถกำเนิดขึ้นมาได้ด้วยความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ เรามีศักยภาพที่จะสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่ และอาจจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าสังคมในปัจจุบันของพวกเราก็เป็นได้
-Z-

โดย Rotcharek Limkitisupasin แปลและเรียบเรียงมาจาก How to cope with the end of the world [Lewis Dartnell, bbc.com, 24/11/2016]


Ads


อ่านเรื่องเก่าใน Z-World