วันสิ้นโลกในศาสนาอิสลาม EP1 ‘อัลกิยามะห์’ ก่อนจะถึงวันสิ้นโลก

เราเชื่อในวันสิ้นโลกในรูปแบบไหน โลกถล่ม ฟ้าทลาย ในรูปแบบของสสารที่มอดไหม้ หรือสลายไปแบบไร้ร่องรอย ? ในความศรัทธาของศาสนาอิสลาม เรื่องวันสิ้นโลก ค่อนข้างจะเป็นเครื่องที่ใกล้ตัว หากเทียบกับต่างศาสนิก ที่มีความเชื่อแตกต่างกัน
ข้อเขียนชิ้นนี้ (และต่อจากนี้) จะพาผู้อ่านไปสำรวจความเชื่อของพี่น้องมุสลิม ผู้ซึ่งหากจะพูดว่าใกล้ตัวคนไทย ก็อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว แต่หากบอกว่าในประชาคมอาเซียน ประชากรชาวมุสลิมมีจำนวนมากที่สุด ก็คงไม่เสียหลายที่จะเรียนรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมประชาคมที่เป็นกลุ่มหลักหากนับตามจำนวน
แต่ประเด็นที่จะถูกหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย หากเทียบกับวิธีคิดเรื่อง ชาตินี้ ชาติหน้า หรือความคิดเรื่องวันสิ้นโลกและความล่มสลายของมนุษยชาติในศาสนาอื่นๆ ในศาสนาอิสลามมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
การมีอยู่จริงของวันสิ้นโลก (Doomsday)
“เราเกิดมาจากไหน อยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร  ตายแล้วไปไหน”
 3 คำถามที่มนุษย์ทุกคนอาจมีหรือไม่มีคำตอบอยู่ในใจ แต่คำถามเหล่านี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ตายตัว จากทั้งศาสนา และความคิดทางปรัชญาในโลกใบนี้ (มีส่วนที่ต้นฉบับเขียนถึงศาสนาอิสลามที่ตอบคำถามเหล่านี้ค่อนข้างมาก ผู้แปลเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก จึงขอข้ามไป)
อย่างไรก็ดี ในศาสนาอิสลาม ไม่เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่เชื่อและศรัทธาในวันสิ้นโลก เมื่อนั้นมนุษย์ทุกคนจะฟื้นคืนชีพใน วันกิยามะห์ หรือที่แปลว่าวันสิ้นโลกในภาษาไทย นอกเหนือไปจากความเชื่อต่อการมีอยู่จริงของวันสิ้นโลกแล้ว มุสลิมยังถูกสอนให้เตรียมตัวต่อการมาถึงของวันสิ้นโลกอีกด้วย
ท่านพี่น้องที่เคารพทั้งหลาย จงประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้ และจงยับยั้งละเว้น ในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติห้าม ขอพวกเราจงมีความยำเกรงต่อพระเจ้า หวังว่าพวกเราจะได้ประสบความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อย่างภาคภูมิใจ
คำกล่าวของอิหม่ามในยุคศาสดามูฮัมมัด ที่ถูกบันทึกโดยผู้ศรัทธา พูดถึง โลกนี้ - โลกหน้า
โลกนี้ หมายถึงโลกปัจจุบัน ขณะที่ โลกหน้า (โลกอาคิเราะห์) ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นเหมือนกับสถานที่ๆ มวลมนุษย์จะต้องกลับไป (ผู้แปลเห็นว่าการใช้คำว่า โลก แทนสถานที่ในอนาคตมีปัญหาทำให้ขาดจินตนาการ และติดกับภาพของ โลก ในลักษณะกายภาพแบบโลกมนุษย์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถจินตนาการถึงสถานที่แห่งนั้นได้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือไม่มีข้อจำกัดที่จะจินตนาการถึงของรูปแบบสถานที่แห่งนั้นนั่นเอง ) โลกหน้าตามทรรศนะของอิสลามคือโลกหลังการตรวจสอบชำระความดีความชั่ว
ในแง่นี้ทำให้โลกปัจจุบัน (Temporal World หรือโลกดุนยา ในภาษาอาหรับ) มีลักษณะสำคัญสำหรับชาวมุสลิม 2 ประการด้วยกันคือ 1. เป็นที่พักอาศัยชั่วคราว ไม่มั่นคงถาวร 2. เป็นที่พักอาศัยที่ดึงดูดให้มนุษย์เพลิดเพลินปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น ตรงกับหลายๆ ตำราของอิสลามที่อาจคุ้นหู เพราะคล้ายคลึงกับคำสอนของหลายๆ ศาสนา
“อย่าหลงดุนยา จนลืมอาคิเราะห์” หรือหากเทียบเคียงให้ใกล้ตัว อาจหมายความได้ว่า “ทำดีชาตินี้ สบายชาติหน้า” อาจต่างกันเพียงแต่การตีความเรื่อง “ชาติภูมิ” ที่แตกต่างกัน แต่แนวคิดหลักยังคงพูดถึงแก่นของการทำดีต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรเสริญต่อพระเจ้า
วันกิยามะห์คืออะไร?
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาตามหลังฐานในคัมภีร์อุลกุรอาน วันกิยามะห์คือวันสิ้นสุดของโลกปัจจุบัน เป็นวันที่เปิดบัญชีตรวจสอบความดี ความชั่วของมนุษย์ 
إِنَّ الَّذِينَ آمَنُوا وَالَّذِينَ هَادُوا وَالنَّصَارَى وَالصَّابِئِينَ مَنْ آمَنَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ وَعَمِلَ صَالِحًا فَلَهُمْ أَجْرُهُمْ عِنْدَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا
“วันกิยามะห์เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ ความโกลาหลเกิดขึ้นอย่างสาหัส มวลมนุษย์จะตกอยู่ในความตระหนกและหวาดกลัว พระเจ้าจะทำให้วันกิยามะห์สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาเหมือนระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะรู้สึกว่ามันยาวนานถึงห้าหมื่นปี”
ในวันดังกล่าว พระเจ้าจะรวมสิ่งทั้งหลายในสากลโลก เพื่อพิพากษา โดยเราจะอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า และวันดังกล่าว พระอาทิตย์จะเข้ามายังโลกมนุษย์ และอยู่ใกล้กับศีรษะ จนทำให้มนุษย์มีเหงื่อใคลจำนวนมาก ยืนรวมกันอยู่ที่ทุ่มมะห์ซัร (สถานที่ซึ่งกว้างใหญ่ไร้พรมแดนสุดลูกหูลูกตา) เพื่อรอการพิพากษาจารพระเจ้า
อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงมวลมนุษย์โดยไม่มีคำบอกกล่าวใด ๆ ในคัมภีร์อัลกุรอาน ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงสัญญาณต่างๆ ของวันกิยามะห์ ทั้งสัญญาณเล็ก สัญญาณใหญ่ และหากพิจารณาอย่างถีถ้วนแล้ว สัญญาณต่าง ๆ ที่เรากำลังจะพูดถึงในตอนถัดไปนั้น บางสิ่งอย่างได้อุบัติขึ้นแล้ว


-Z-

โดย Kunnawut Boonreak แปลและเรียบเรียงจาก Are We Near Doomsday? These Signs Of Qiyamah Are Already Happening! (shughal.com, 19/7/2017)

Ads



อ่านเรื่องเก่าใน Z-World